บทที่ ๖ สุขภาพดี ชีวีมีสุข

บทที่ ๖

บทที่ ๖

สุขภาพดี ชีวีมีสุข

ความสุข มีได้ง่าย แค่รู้จัก พอ พอเพียง เพียงพอ ก็เกิดเป็นความพอดี

เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า อะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด ของชีวิต บางคนคิดว่าเป็นเงิน บางคนคิดว่าเป็นทอง เป็นเพชร บางคนก็คิดว่าเป็นอำนาจ

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ไม่ใช่ สิ่งที่สูงค่าที่สุดในชีวิตของ พวกเธอคือ สุขภาพและชีวิต

พระพุทธองค์ทรงกล่าวเพื่อนมนุษย์เราไม่ให้ประมาทในการ รักตัวเอง หมายความว่า ต้องดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้สมบูรณ์ แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ เนื่องจากชีวิตนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน บ่อยครั้ง ที่โรคภัยมักจะแวะเข้ามาทักทายโดยไม่ได้รับคำเชิญ และเราก็ไม่ สามารถหลีกพ้นได้

ดังนั้น จึงถือเป็นหน้าที่ของเราในการเอาใจใส่ ดูแลรักษา สุขภาพร่างกายไม่ให้อ่อนแอ มีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน ดัง คำกล่าวที่ว่า

“อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสใน โอกาสขึ้นปีใหม่ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๗ มีใจความบางส่วนว่า

“ขอให้ท่านทั้งหลาย รักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ ถึงแรงอยู่เป็นนิตย์ เพื่อให้สามารถประกอบสรรพกิจการงาน อันเป็นสัมมาชีพได้เต็มกำลัง ทั้งให้ระมัดระวังรักษาสภาพจิตใจของ ตนเองไว้อย่าให้ตกต่ำ หากแต่ประคับประคองบำรุงให้หนักแน่นเข็มแข็ง

ให้ตั้งมั่น ให้สงบแนวแน่ ห่างจากอคติ จากความเห็นแก่ตัว และความประมาทลำพองใจ เพื่อจักได้เกิดสติสมบูรณ์ เกิดปัญญา กระจ่างเฉียบแหลม สามารถขบคิดพิจารณาตัดสินใจในเรื่องราว และปัญหาต่างๆ ทั้งส่วนตัวและส่วนรวมได้โดยถูกต้อง เหมาะสม ทันการและเที่ยงตรง เป็นยุติธรรม”

ทางการแพทย์ได้ให้คำแนะนำที่จะช่วยให้เรามี “สุขภาพดี ด้วย “๕ อ.” คือ

* กินอาหารดี

* อยู่อาศัยในที่ที่มีอากาศดี

* มีจิตผ่องแผ้ว สดใส ฝึกตนให้เป็นคนที่มีอารมณ์ดีเป็นนิจ

* อุจจาระขับถ่ายเป็นเวลา

* และมีการออกกำลังกายที่เหมาะสม สม่ำเสมอ”

ซึ่งจะทำให้ร่างกายมี “ภูมิคุ้มกัน” จากโรคภัยไข้เจ็บ เราก็ จะก้าวสู่ความสุขที่แท้จริง

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยให้ สัมภาษณ์ไว้ที่มูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒ ความว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนว่า ให้อยู่โดยมี ภูมิคุ้มกัน แล้วอย่าประมาท รักษาความพอประมาณไว้รักษาสติไว้ ให้ได้ คิดแค่นี้ชีวิตก็สงบ และมีความสุข

อาหารดี… ชีวีมีสุข

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส พระราชทานเนื่องในการฉลองครบรอบ ๕๐ ปี ของสโมสรโรตารี่ใน ประเทศไทย ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๓ มีใจความบางส่วนว่า

“ชีวิตของแต่ละคนจะต้องประกอบด้วยสิ่งใดสำหรับให้มี ชีวิตอยู่ได้ ถ้าเราคิดสักหน่อยว่า เรามีร่างกายที่จะต้องอุ้มชูตนเอง คือหมายความว่าทุกวันนี้ เราจะต้องหาอาหารมาเลี้ยง ถ้าไม่มีอาหาร เลี้ยงร่างกายนี้ เป็นเวลาหนึ่ง ก็ทำให้ร่างกายซูบผอมและอ่อนเพลีย ลงไป ไม่มีทางที่จะทํางานทำการใดๆ หรือแม้จะทำงานที่ไม่ใช่เป็น งาน คือเล่นสนุกอะไรก็ตาม ก็ไม่ได้ทั้งนั้น คิดอะไรก็ไม่ออก ดำเนิน ชีวิตไม่ได้ ถ้าไม่มีอาหาร”

เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง คุณควรเลือกกินอาหาร ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีโทษ หรือมีผลข้างเคียงให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาภายหลัง

ตามหลักโภชนาการนั้น อาหารมื้อเช้ามีความสำคัญมากที่สุด ควรกินให้อิ่มหนำ ล้ำเลิศรส เยี่ยงพระราชา กินอาหารให้ครบห้าหมู่ และมีปริมาณที่มากพอ เพื่อการตรากตรำทำงานตลอดทั้งวัน

การที่คุณไม่ให้ความสำคัญกับอาหารเช้า คุณก็จะได้รับ คุณค่าทางอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลให้สมองไม่ปลอดโปร่ง ขาดความ กระฉับกระเฉง อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย ทำงานได้ไม่เต็ม ประสิทธิภาพ และเมื่ออายุมากขึ้น คุณก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรค อัลไซเมอร์ หรือโรคความจำเสื่อม

คุณเคยสังเกตตัวเองดูไหมว่า วันไหนที่ไม่ได้กินอาหารเช้า วันนั้น คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเครียดและเกิดอารมณ์หงุดหงิดง่ายกว่า ปกติ

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน พบว่า คนที่กินอาหารเช้าน้อย ลงเท่าไร ยิ่งเกิดความเครียดได้มากขึ้นเท่านั้น และจะกลายเป็นคน ที่มีอารมณ์อ่อนไหว และหงุดหงิดง่าย จนใครๆ ก็เข้าหน้าไม่ติด ไม่อยากเข้าพบ พูดคุย

ผมจึงขอแนะนำให้คุณนอนไม่ดึกจนเกินไป เพื่อที่จะได้ตื่นเช้า สำหรับเตรียมตัวทำกิจวัตรต่างๆ ในช่วงเช้า และหันมาใส่ใจกับการ กินอาหารมื้อเช้า เยี่ยงพระราชา

สำหรับมื้อเที่ยงนั้น ให้กินเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของอาหาร มื้อเช้า ควรจำกัดอาหารที่มีพลังงานมาก ได้แก่ อาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล เช่น ข้าว ขนมปัง ขนมต่างๆ น้ำหวาน น้ำอัดลม ลูกอม เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีแต่แป้งและน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ การกินมากๆ จะทำให้เกิดโรคอ้วนและฟันผุ

นอกจากนี้ ก็ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันมาก เพราะจะทำให้ ได้พลังงานส่วนเกิน ร่างกายเก็บสะสมเป็นไขมัน ทำให้น้ำหนักตัว เพิ่มได้มาก

อาหารมื้อเย็น ควรเป็นอาหารมื้อที่กินให้รู้สึกพออิ่ม กินแต่ เพียงน้อย กินให้แล้วเสร็จก่อนเข้านอนไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง โดย เน้นการรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ เมื่อเข้านอน กระเพาะอาหารจะได้มีโอกาสได้พักการทำงานเช่นเดียวกับอวัยวะ ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้คุณนอนหลับสนิท นอนอย่าง มีความสุข และเพื่อทำความเข้าใจกับวลี “ขาดทุนคือกำไร” ผมขอ นำตัวอย่างใกล้ตัวมาใช้เป็นคำอธิบาย ดังนี้

การที่คุณได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส มัก จะมีการเสิร์ฟอาหารหลากหลายชนิดจนเต็มโต๊ะ ทั้งหมูหัน เป็ดปักกิ่ง ขาหม ไก่ตุ๋นยาจีน กุ้งนึ่งกระเทียมโทน ฯลฯ และยังมีบริการเครื่อง ดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างไม่อั้น ทั้งเหล้า เบียร์ หรือไวน์ยี่ห้อดังๆ ราคาแพงหูฉี่

อาหารเหล่านี้ มีสารคอเลสเตอรอล (Cholesterol ) และ ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) สูง หากรับประทานเข้าไปมากเกินไป จะส่งผลให้เกิดการการตีบของหลอดเลือดแดง เสี่ยงต่อการเกิดโรค หัวใจวายเฉียบพลัน และโรคเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้อย่างฉับพลัน โดยไม่มีโอกาสได้ เอ่ยปากลากับคนที่เรารัก

การไปร่วมงานเลี้ยงใหญ่ๆ อย่างนั้น คุณอาจจำใจต้องใช้ เงินจำนวนมากใส่ซอง ซึ่งหากคิดคำนวณตามหลักเศรษฐศาสตร์ “กำไร-ขาดทุน” บวก ลบ คูณ หารแล้ว คุณต้องรับประทานอาหาร ทุกอย่างบนโต๊ะอย่างไม่เลือก เรียกพนักงานเข้ามาเสิร์ฟเหล้า เบียร์ หรือไวน์มาดื่ม หลายๆ แก้ว เพื่อให้คุ้มกับมูลค่าของเงินที่ใส่ลงไป ในซอง

หากคุณทำเช่นนั้น ผลที่ตามมาคือ คุณจะยิ่ง “ขาดทุน” มาก ขนไปอีก เพราะต่อมาภายหลัง คุณอาจจะต้องประสบกับปัญหาไขมัน อุดตันในเส้นเลือด ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน และโรค เส้นเลือดในสมองแตก ทําให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกลายเป็น คนติดสุรา ผลที่พ่วงตามมา คือโรคตับแข็งำ

แต่! ถ้าคุณเลือกที่จะยึดหลัก “ขาดทุนคือกำไร (Our loss is Our Gain)” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวคือ เลือก กินอาหารบนโต๊ะที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ กินอย่างพอประมาณ ไม่ดื่มเหล้า เบียร์ หรือหากจะดื่ม ก็เลือกดื่มไวน์ซัก ๑ แก้ว พอเป็น ประโยชน์ต่อร่างกาย

ยอมขาดทุนจากมูลค่าเงินที่ใส่ลงไปในซอง เพราะถึงอย่างไร คุณก็จะได้กำไรจากการรักษาสุขภาพ และยังได้รับผลกำไรจากการ รักษามิตรภาพที่ดีกับเจ้าภาพไว้ได้อีกด้วย

(องค์ดาไลลามะ)

บทที่ ๖

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

เรื่องนี้ถูกเขียนใน สร้างความสุข และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร