บทที่ ๘ กินอย่างไรให้ พอเพียง

บทที่ ๘

บทที่ ๘

กินอย่างไรให้ พอเพียง

ปี พ.ศ. ๒๕๒๑. ผมมีโอกาสเดินทางไปทำงานวิจัยระบบ การปลูกพืชในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามความช่วยเหลือ ของธนาคารโลก ที่จังหวัดอุบลราชธานี
เย็นวันหนึ่ง ขณะขับรถตระเวนหาร้านอาหาร ผมได้แวะ สอบถามชาวบ้านคนหนึ่ง เพื่อให้แนะนำร้านข้าวต้มอร่อยๆ ชายใจดี คนนั้นได้แนะนำว่า
“ลองแวะไปที่ร้านข้าวต้มปากหมาที่อำเภอวารินชำราบ ดูสิ ที่นั่น อาหารอร่อย และราคาไม่แพงมาก คนส่วนใหญ่ที่เดินทางผ่าน เข้ามาจังหวัดอุบลราชธานี ต้องแวะเวียนไปกินข้าวต้มที่ร้านนี้กัน แทบทุกคณะ”

ด้วยความอยากรู้และอยากลอง ผมตัดสินใจขับรถไปตาม เส้นทางที่ได้รับการบอกเล่ามา จริงๆ แล้วร้านข้าวต้มร้านนี้ ไม่มี ป้ายบอกชื่อร้าน แต่เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณนั้น ก็แทบไม่ต้องเดาว่า ร้านไหนคือ ร้านข้าวต้มปากหมา เพราะจะสังเกตเห็นรถยนต์ จอดอยู่เต็มสองข้างถนน และในร้านก็มีลูกค้านั่งอยู่เต็มทุกโต๊ะ
แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ลูกค้าแทบทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตา กินข้าวต้มกันอย่างสงบเงียบ ไม่มีเสียงพูดคุยเอะอะ ดังเล็ดลอดออกมาที่หน้าร้านเลย
ผมจอดรถและชักชวนเพื่อนๆให้ไปรับบัตรคิวและนั่งรอที่ ม้านั่งหน้าร้าน ระหว่างที่รอโต๊ะว่างนั้น หลายๆครั้งที่ เพื่อนๆ พยายามชักชวนให้ไปหาข้าวต้มกินที่ร้านอื่น แต่ผมขอให้อดทนรอ เพื่อพิสูจน์ถึงที่มาของชื่อร้าน รออยู่ได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ถึงคิว ของพวกเรา
เมื่อเข้าไปนั่งประจำโต๊ะที่ว่าง เจ้าของร้านซึ่งคงจะเหน็ดเหนื่อย จากการให้บริการลูกค้าจำนวนมาก หน้าตาจึงไม่ค่อยจะเป็นมิตร สักเท่าไร ได้เดินมาที่โต๊ะ และยื่นเมนูอาหารให้เราเลือก

ผมและเพื่อนๆ อ่านดูเมนูรายการอาหารทั้งหมดของร้านนี้ แล้ว ต่างก็เห็นพ้องกันว่า เป็นอาหารที่น่ากินแทบทั้งสิ้น ด้วยความเคยตัว พวกเรารีบสั่งอาหารที่ปรากฏในเมนูแทบทุกรายการที่อ่านชื่อ ดูแล้วชวนให้อยากชิม
มาถึงจุดนี้ เราก็ถึงบางอ้อ! คลายความสงสัยได้ว่า ทำไม ร้านนี้จึงได้ชื่อว่า ร้านข้าวต้มปากหมา เพราะเราถูกเจ้าของร้านตำหนิ ด้วยถ้อยคำที่พวกเราคาดไม่ถึงว่า
“ร้านนี้ไม่ได้ทำอาหารให้ลูกค้าสั่งมากินทิ้งกินขว้าง พวกคุณ มากันเพียง ๔ คน แต่สั่งอาหารยังกับว่า กินกัน ๑๐ คน อย่างนี้ใช้ ไม่ได้ ขอให้สั่งมากินกันพออิม ลูกค้าคนอื่นๆ ที่เขาเข้ามาทีหลัง จะได้มีอาหารกินกันบ้าง”

ด้วยความละอาย! เรารีบตัดรายการอาหารที่สั่งไปแล้วหลายรายการ และก็เป็นจริงอย่างที่เจ้าของร้านเขาว่า เรากินอาหารมื้อนั้น กันอย่างเอร็ดอร่อย อิ่มท้องกันถ้วนหน้า และที่สำคัญคือ แทบไม่มี อาหารเหลือทิ้งอยู่บนโต๊ะเหมือนอย่างที่ผ่านๆ มาเลย
ระหว่างนั่งรับประทานอาหาร ผมสังเกตเห็นว่า ลูกค้าที่ไม่ เคยทราบกิตติศัพท์ของร้านนี้มาก่อน เขาก็จะกินกันไป คุยกันไป ส่งเสียงดังรบกวนลูกค้าโต๊ะอื่นๆ และเช่นเคย เจ้าของร้านคนเดิมก็ จะเดินเข้าไปที่โต๊ะนั้น พร้อมกับพูดปรามด้วยน้ำเสียงดุๆ ว่า
“กรุณานั่งกินกันเงียบๆได้ไหม ช่วยใส่ใจ มีสมาธิกับการกิน อาหารมันถึงจะอร่อย ไม่ใช่มานั่งพูดคุยส่งเสียงดัง รบกวนสมาธิ การกินอาหารของแขกโต๊ะอื่น พวกคุณต้องเรียนรู้เทคนิคการกิน อาหารให้อร่อยเสียบ้าง ..

นี้ดีนะ! ที่เขาไม่ถึงกับพูดว่า ขอให้รักษามารยาทผู้ดีกันบ้าง
น่าอายหรือเปล่าครับ หากคุณโดนเข้าอย่างนั้น หลังจากนั้น ทุกโต๊ะก็ก้มหน้าก้มตา นั่งกินกันอย่างสงบเงียบ

ผมมาทราบภายหลังว่า แม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เพิ่ง ย้ายมารับตำแหน่งใหม่ๆ และได้รับเชิญให้มากินข้าวต้มที่ร้านนี้ ด้วย ความที่ลูกน้องไม่บอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของร้านนี้มาก่อน โต๊ะผู้ว่าฯ จึงพูดคุยส่งเสียงดังตามประสา และเหตุการณ์ก็เป็นเช่นเดิม ไม่มีข้อยกเว้นแม้กระทั่งโต๊ะของ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่จะถูกเจ้าของร้านขอให้สั่งอาหารเพียงแต่ พอกิน และให้นั่งกินกันเงียบๆ เหมือนกับแขกโต๊ะอื่นๆ

แม้ว่าเจ้าของร้านอาหารจะเป็นคนดุ ตามสมญานาม “ร้านข้าวต้มปากหมา” ที่ลูกค้าพร้อมใจกันตั้งให้ แต่เนื่องจากอาหาร ร้านนี้ อร่อย สด สะอาด การเสิร์ฟและการให้บริการอื่นๆ ก็รวดเร็ว ทันใจ และประเด็นซึ่งเป็นที่ถูกใจของลูกค้าอย่างมาก ก็คือ ราคา อาหารไม่แพงจนเกินไป บรรยากาศก็สบายๆ นั่งกินแล้วไม่มีเสียงเอะอะรบกวน

“ร้านข้าวต้มปากหมา” ที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี จึงยังคงมีแขกประจำและแขกต่างถิ่นแวะเวียนเข้ามา อุดหนุน นั่งกินอาหารกันจนแทบไม่มีโต๊ะว่างเสมอมา
ผมนึกชมเจ้าของร้านอาหารคนนั้นอยู่ในใจว่า ท่านก็เป็นอีก เคนหนึ่งที่เข้าถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง เพราะแม้ว่า จะเป็นเจ้าของร้านอาหาร ที่ควรจะยินดีที่มีลูกค้าสั่งอาหารมากๆ แต่ ตัวท่านเอง กลับเป็นผู้ขอให้ลูกค้าสั่งอาหารในปริมาณที่พอกิน ไม่ใช่ สั่งมากินทิ้งกินขว้างตามนิสัยคนไทยส่วนใหญ่

การที่ผมนําเรื่องของการบริโภคที่ขาดสติมาพูดถึง เป็น เพราะว่า ตามข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า พลเมืองโลกในปีปัจจุบัน มีประมาณ ๗,๐๐๐ ล้าน คน และมีแนวโน้มว่า ภายใน ๒๐ ปี ข้างหน้า ประชาการโลกจะ เพิ่มขึ้นเป็น ๔,๐๐๐ ล้านคน ซึ่งจะทำให้โลกของเราจำเป็นต้องขยาย กำลังการผลิตอาหารเพิ่มขึ้น ประมาณ ๗๐ % เพื่อให้พอเพียงสําหรับ ใช้เลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น

ขณะนี้มีจำนวนประชากรโลก ที่อดอยากประมาณ ๘๗๐ ล้านคน โดย ๖๕% หรือประมาณ ๕๗๐ ล้านคน อยู่ในภูมิภาค เอเชีย และในอนาคต คาดว่า จำนวนประชากรที่อดอยากอาจเพิ่มขึ้นได้ โดย FAO ได้คาดหมายว่า ประชากรโลกกว่า ๑,๐๐๐ ล้านคน จะต้องพบกับสภาวะของความอดอยาก ขาดแคลนอาหาร ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่โลกของเราจะต้องนำปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ไปประยุกต์ใช้ แล้วเราจะยังคงสั่งอาหารมากิน ทิ้งกินขว้างแบบเดิม ได้อย่างไร

ภายใต้สถานการณ์ความกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน (Climate Change) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ความพยายามเพิ่มผลผลิตอาหาร ตามที่ FAO ระบุไว้ข้างต้น เป็นไปได้ยากยิ่ง และจะทำให้โลกของ เราต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อสถานการณ์ความมั่นคงด้าน อาหารที่รุนแรงยิ่งขึ้น
การบริโภคตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ใช่ หมายถึงเพียงแค่การบริโภคอาหาร แต่ยังครอบคลุมถึงการบริโภค ทุกชนิดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทุกๆ คน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนว่า การบริโภคที่ ฉลาดจะช่วยป้องกันการขาดแคลน แม้ความมัธยัสถ์จะไม่ทำให้เกิด ความร่ำรวยรวดเร็ว แต่ในยามปกติ ก็จะทำให้ร่ำรวยมากขึ้นได้ ใน ยามทุกข์ภัย ก็ไม่ขาดแคลน และสามารถจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดย ไม่ต้องหวังความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากเกินไป
เพราะฉะนั้น ความพอมี พอกิน จะสามารถอุ้มชูตัวได้ ทำให้ เกิดความเข้มแข็ง และความพอเพียงนั้น ไม่ได้หมายความว่า ทุก ครอบครัวต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง แต่มีการ แลกเปลี่ยนกันได้ระหว่างเพื่อนบ้าน

ที่สำคัญคือ การบริโภคตามปรัชญาของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวนั้น จะทำให้เกิดความรู้ที่เราจะอยู่ร่วมกันในสังคม รักธรรมชาติ ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เพราะไม่ต้องทิ้ง ท้องถิ่นไปหางานทำ นำรายได้มาเจือจุนการบริโภคที่ไม่เพียงพอ

ประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรที่มากพอสำหรับ ประชาชนคนไทย ถ้ามีการจัดสรรที่ดี โดยยึดถือ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” ยึดความสัมพันธ์ของบุคคลกับระบบ และปรับความ ต้องการที่ไม่จำกัดลงมาให้ได้ ตามหลัก “ขาดทุนเพื่อกำไร” ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อาศัยความช่วยเหลือ ร่วมมือกันเพื่อสร้างครอบครัวที่ เข้มแข็ง อันเป็นรากฐานที่สำคัญของระบบสังคมไทย

บทที่ ๘

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

เรื่องนี้ถูกเขียนใน สร้างความสุข และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร