บทที่ ๙ยังคงมีความสุขได้ แม้ร่างกายอ่อนโรย

บทที่ ๙

บทที่ ๙

ยังคงมีความสุขได้ แม้ร่างกายอ่อนโรย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัส พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๒๘ เมื่อวันจันทร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๗ ความตอนหนึ่งว่า

“วิถีชีวิตมนุษย์นั้น จะให้มีแต่ความปกติสุขอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีทุกข์ มีภัย มีอุปสรรค ผ่านเข้ามาด้วยเสมอ ยากจะหลีก เลี้ยงพ้น ข้อสำคัญอยู่ที่ทุกๆ คนจะต้องเตรียมกาย เตรียมใจ และ เตรียมการไว้ให้พร้อมทุกเวลา เพื่อเผชิญและแก้ไขความไม่ปกติ เดือดร้อน ทั้งนั้นด้วยความไม่ประมาท ด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยสามัคคีธรรม จึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบา และกลับร้ายให้ กลายเป็นดีได้”

ผมขอนำตัวอย่างของคนที่มีจิตใจที่เข้มแข็ง พร้อมเผชิญ หน้ากับอาการเจ็บป่วยด้วยความมีสติ ระลึกได้ถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และยังคงเดินหน้า ใช้ชีวิตที่ค้นพบความสุขได้ด้วยใจของ เขาเอง ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์อันเกิดจากอาการเจ็บป่วย ของร่างกาย

ขอยกตัวอย่างบุคคลใกล้ตัวที่สุด คือ คุณแม่ของผมเอง เมื่อท่านมีอายุ ๗๖ ปี คุณหมอตรวจพบว่า ท่านป่วยด้วยโรคมะเร็ง ลำไส้ระยะที่ ๓ คุณหมอได้กระซิบบอกกับลูกๆ ว่า “คุณแม่คงจาก ไปภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน

คำพูดดังกล่าวของคุณหมอ ทำให้ลูกๆ ทุกคนรู้สึกตื่นตระหนกและเสียขวัญกับข่าวร้ายที่ได้รับเป็นอย่างมาก

เพื่อตัดสินใจว่า เราจะบอกให้คุณแม่ทราบหรือไม่ว่า ท่าน กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง เราจึงเรียกประชุมกันในหมู่ลูกหลาน

ในที่สุด! เราตัดสินใจที่จะให้พี่สาวของผมบอกกับคุณแม่ว่า “แม่คะ คุณหมอตรวจพบว่า แม่กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งลําไส้ แต่ แม่อย่าห่วงไปเลย คุณหมอบอกกับลูกว่า จะพยายามรักษาแม่ให้ดีที่สุด หากทำการผ่าตัดลำไส้ที่มีเนื้อร้ายออกไปได้หมด แม่ก็มีโอกาสหาย”

 พวกเราจำเป็นต้อง “โกหกสีขาว” (white lie) กับคุณแม่ไป อย่างนั้น เพื่อไม่ให้ท่านหมดกำลังใจที่จะอยู่ต่อสู้กับโรคร้าย

การโกหกสีขาวนั้น เป็นบาป ในทางพุทธศาสนา ไม่เคย บัญญัติคำว่า “โกหกสีขาวหรือโกหกครึ่งเดียว” เพราะแม้แต่การพูด ปิดบังความจริงบางส่วน ก็คือการพูดโกหก ผมมาฉุกคิดเรื่องนี้ได้ ในช่วงที่ผมลาบวช ๑ พรรษา เพื่อให้คุณแม่ได้ทำบุญตักบาตร ได้ เห็นผ้าเหลืองของพระลูกชาย เพราะนั่นคือสิ่งที่ลูกผู้ชายอย่างผม พึงกระทำเพื่อตอบแทนพระคุณน้ำนมแม่

กตัญญู ไม่ต้องรอเวลา เพราะมารดาบิดา ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป

พวกเราคาดหมายว่า ข่าวร้ายที่คุณแม่ได้รับจะทำให้ท่าน หมดกำลังใจ แต่กลับไม่เป็นไปตามที่พวกเราวิตกจริต คุณแม่เคย ผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วน ท่านจึงมีจิตใจที่เข้มแข็ง พอที่จะกำหนดรู้ได้ว่า “ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง”

คุณแม่จึงรับฟังข่าวร้ายของพวกเราด้วยอาการที่สงบ ไม่ ตระหนกตกใจ ท่านพูดกับพวกเราด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า

“ลูกหลานอย่าเสียใจไปเลย สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดาเช่นกัน”

คุณแม่พูดกับพวกเราต่อไปอีกว่า “แม่ใช้ชีวิตมา ๗๖ ปี ถือ ได้ว่า เพียงพอแล้ว ลูกๆ ก็เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนที่มีความ รักใคร่สามัคคีกลมเกลียว แม่เชื่อว่าลูกๆ จะคอยให้การช่วยเหลือ พึ่งพาซึ่งกันและกัน พอที่จะทำให้แม่หมดห่วงไปได้”

ท่านเพียงแต่ขอร้องกับลูกๆ ว่า ต่อนี้ไป ขอให้ช่วยเป็นธุระ นำท่านไปเข้าวัด ทำบุญสร้างกุศล เพื่อที่ท่านจะได้ใช้ช่วงเวลาของ ชีวิตที่เหลือ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สุขให้แก่ตัวท่านเองบ้าง

คุณแม่ของผมใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคมะเร็งร้ายได้อีก ๔ ปี ใช้ช่วงเวลาของชีวิตที่เหลือ ดูแลรักษาตัวเองอยู่กับลูกๆ หลานๆ ที่บ้าน ไม่ต้องไปใช้ชีวิตที่เงียบเหงา ว้าเหว่ อยู่ที่โรงพยาบาล

คุณแม่ใช้วิธี “เจริญมรณานุสติ” ทำสมาธิ ประกอบแต่กรรมดี คิดดี พูดดี ทำบุญสุนทาน รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อ สุขภาพ ปรับใจ ปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคมะเร็ง โดย ถือเสมือนว่า เซลล์มะเร็งร้ายที่ใครๆ ต่างพากันหวาดกลัวนั้น แท้จริง แล้ว มันเป็นเพียงอวัยวะอีกชิ้นหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในร่างกาย

เช้าวันนั้น ที่บ้านของเรา ท้องฟ้าดูแจ่มใส อากาศเย็นสบาย

แล้ข้างบ้าน ต่างพากันส่งเสียงขันเรือยแจ้ว บอกเวลาอรุณรุ่ง ของวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นวันสงกรานต์

ผมจำได้ว่า วันนั้น คุณแม่ตื่นเช้ากว่าปกติ ท่านขอให้เช็ดตัวทำ ความสะอาดร่างกายของท่านให้สะอาดหมดจด แต่งตัวด้วย มาชุดใหม่ และขอให้พยุงขึ้นนั่งรถเข็นไปทำบุญตักบาตร ถวาย สังฆทานให้แก่พระที่ผ่านมาหน้าปากซอย

กลับจากทำบุญตักบาตร คุณแม่ขอให้พวกเรานำข้าวก้น บาตรให้ท่านกินเป็นอาหารเช้า จนอิ่มท้อง

ท่านมีความเชื่อว่า หากพ่อแม่ตายไปในช่วงเวลาเช้า ขณะที่ ท้องอิ่ม และแต่งตัวสวยงาม ลูกหลานจะมีฐานะครอบครัวที่มั่นคง อุดมสมบูรณ์ ไม่ขาดแคลนอาหาร เครื่องอุปโภคและบริโภค คุณแม่จึงเลือกที่จะจากพวกเราไปในช่วงเวลาเช้า หลังจากได้ทำบุญ ตักบาตร และกินอิ่มท้อง

หลังจากกินอาหารมื้อเช้าเสร็จ ท่านขอขึ้นนอนพักบนเก้าอี้ โยกตัวโปรด หลังจากหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ท่านก็เอ่ยปากพูดกับพวกเราว่า “ลูกๆ คงพอจำกันได้ว่า พ่อฉุย จากพวกเราไปในวันจักรี เมื่อ วันที่ 5 เมษายน ๒๕๑๓ วันนี้เป็นวันสงกรานต์ ปี ๒๕๓๕ แม่เลือก ที่จะละสังขารไปในวันนี้ ก็เพื่อความสะดวกของลูกหลาน ที่จะได้ ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับพ่อและแม่ในคราวเดียวกัน เมื่อ ถึงวันสงกรานต์ของทุกๆ ปี”

คุณแม่ไม่ต้องการให้ลูกหลานต้องยุ่งยากกับการทำบุญปีละ ๒ ครั้ง คือในวันจักรีและวันสงกรานต์ นั่นแสดงให้เห็นว่าแม้ใน วาระสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สั่งเสียให้ ลูกหลานทำบุญด้วยความประหยัด

เมื่อครั้งที่ผมบวชเป็นพระ เคยได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับ พระหลวงจีนรูปหนึ่ง ท่านสอนผมว่า “คนเราทุกคนนั้น เสี้ยวหนึ่งที่ สำคัญของชีวิตคือ ก่อนลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะหมดไป ในช่วง เวลาที่สำคัญนั้น เราไม่ควรมีสิ่งที่ต้องเป็นห่วงหรือเป็นกังวล ขอให้ ระลึกถึงคุณงามความดีที่เคยทำ คิดถึงคุณพระศรีรัตนตรัย เพื่อใช้ เป็นเครื่องนำทางไปสู่สุขคติ หากเรายังคงห่วงหน้าพะวงหลัง ตาย ไปแล้ว ดวงวิญญาณก็จะไปสู่ทุคติภูมิ

จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีสติสัมปชัญญะ นึกถึงแต่เรื่องราว ดีๆ ก่อนที่จะละสังขารไปอย่างสงบ คนที่จิตสงบจะตายอย่างไม่ ทุรนทุราย ไม่กระสับกระส่าย ดังตัวอย่าง คุณแม่ของผม ท่านจาก โลกนี้ไปด้วยอาการสงบด้วยลักษณะของคนที่มีหัวใจเพียงพอ ได้ ผ่านการใช้ชีวิตที่พอเพียง ตลอดอายุขัย ๘๐ ปีของท่าน

บทที่ ๙

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

เรื่องนี้ถูกเขียนใน สร้างความสุข และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร