บทที่ ๓๗ ความสุขจากการใช้ชีวิตที่พอเพียง

บทที่ ๓๗

บทที่ ๓๗

ความสุขจากการใช้ชีวิตที่พอเพียง

ผมเคยอ่านชีวประวัติของมหาเศรษฐีพันล้านหลายๆ คน ด้วยความรู้สึกทึ่งและชื่นชม เขาเหล่านั้นมักจะคิดก่อนจ่ายใช้จ่าย แต่ละครั้ง ต้องคิดหน้าคิดหลังพวกเขามักจะถามตัวเองด้วยคำถาม ว่า สิ่งที่จะต้องเสียเงินซื้อ คือ สิ่งที่จำเป็นหรือคือสิ่งที่ต้องการ ของชิ้นนี้ควรจะมีราคาเท่าไหร่ ถ้าไปซื้อที่อื่น สินค้าแบบเดียวกันนี้ จะ มีที่ถูกกว่านี้หรือไม่ เหล่านี้เป็นต้น

ตัวอย่างของมหาเศรษฐีที่ใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง” มีให้ พบเห็นอยู่มากมาย อย่างเช่น คุณซาร่าห์ เบลคลี่ย์ เศรษฐีที่มีเงิน กว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ยังคงนิยมตัดผมตามร้านตัดผมแถว บ้าน หรือตัวอย่างของ คุณริค สิกอร์สกี เจ้าของแฟรนไชส์ฟิตเนส มูลค่ากว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ยังคงเอาขวดเปล่าไปเติมน้ำแทน การซื้อน้ำขวดมาดื่ม ฯลฯ

แต่ตัวอย่างที่ผมจะนำมากล่าวถึงโดยละเอียดในที่นี้ ก็คือ ชีวิตที่พอเพียงของ “วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์” สุดยอดนักลงทุนที่คนทั่วโลกรู้จัก

วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) เกิดเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่โอมาฮา เนแบรสกา สหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักลงทุน นักธุรกิจผู้ใจบุญ เป็นผู้มีชื่อเสียงระดับโลก เขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเป็นซีอีโอของบริษัทเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์

จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ คุณบัฟเฟตต์ ได้ รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในช่วงครึ่งปีแรก ของปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ด้วยจํานวนเงิน ๖๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นบุคคลที่ร่ํารวยอันดับสาม ในปี ๒๕๕๔ โดยมีทรัพย์สิน ประมาณ ๕๐.๐ พันล้านเหรียญสหรัฐ และในปี ๒๕๕๕ นิตยสาร อเมริกันยกย่องให้ บัฟเฟตต์ เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซื้อไร่เล็กๆ เมื่อเขามีอายุเพียง ๑๔ ปี โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์ เขาซื้อที่ดิน ๔๐ เอเคอร์ ด้วย ราคา ๑,๒๐๐ เหรียญสหรัฐ แล้วให้ชาวนาเช่าทำไร่ เมื่อครั้งที่ยัง เป็นนักเรียนมัธยมปลาย

เขากับเพื่อนร่วมกันซื้อเครื่องเล่นพินบอลราคา ๒๕ เหรียญ สหรัฐ นำไปตั้งให้เช่าบริการในร้านตัดผม ภายในสามเดือน พวก เขามีเครื่องเล่นพินบอล ๓ เครื่องในร้านต่างๆ และเมื่อมีอายุเพียง ๑๖ ปี บัฟเฟตต์ มีเงินเก็บถึง ๕,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ

บัฟเฟตต์ ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด ๓ ห้อง เอนกลางเมืองโอมาฮา ที่เขาซื้อไว้หลังแต่งงานในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ด้วยราคา ๓๑,๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ ๕๘๐,๐๐๐  บาท เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้

บัฟเฟตต์ มีความสุขอยู่กับบ้านหลังเดิมที่ไม่มีรั้ว หรือ กำแพงล้อม ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่คิดที่จะย้ายบ้านที่อยู่มาตั้งแต่หนุ่ม ไปอยู่คฤหาสน์ที่อื่นๆ เขาตั้งคำถามว่า “ทําไมต้องเสียเงินซื้อบ้าน หลังใหม่ ในเมื่อมีทุกอย่างที่ต้องการในบ้านหลังนี้แล้ว” การย้ายบ้าน เพียงเพื่อให้สมฐานะนั้น เขากลับมองว่าเป็นเรื่องที่เหลวไหล

บัฟเฟตต์ เปิดเผยว่า เขานึกไม่ออกว่า การมีบ้านสิบหลังทั่ว โลกจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร เขาไม่ชอบดูแลบ้านพร้อมกันหลายหลัง และก็ไม่อยากให้คนอื่นมาดูแลบ้านแทนด้วย ดังนั้น เขาจึงไม่ คิดว่าการมีบ้านหลายๆ หลังจะทำให้มีความสุขมากขึ้น เขายังคงขับ รถไปไหนมาไหนด้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน

เงินเดือนทั้งปีของเขาในปี ๒๕๔๕ คือ หนึ่งแสนเหรียญ สหรัฐ จัดว่าน้อยมากสำหรับซีอีโอหมายเลขหนึ่งของบริษัทใหญ่ใน สหรัฐอเมริกา ในขณะที่ซีอีโอทั่วไปมีรายได้ต่อปีเฉลี่ยเก้าล้าน ดอลลาร์ พร้อมรถประจำตำแหน่งและคนขับ

เขาตั้งเงินเงินเดือนให้กับตนเองน้อยกว่ามาก และไม่มีคน ขับรถ แต่เขามีสิ่งที่ดีกว่าคนอื่นๆ ตรงที่ เขาติด ๑ ใน ๑๐ อันดับ มหาเศรษฐีของโลก

บัฟเฟตต์ ไม่เคยใช้เครื่องบินส่วนตัวเดินทางไปไหนมาไหน ทั้งๆ ที่ เขาเป็นเจ้าของบริษัทให้เช่าเครื่องบินส่วนตัว “NetJets” เขา ยังบอกอีกว่า สหรัฐอเมริกา ยอมจ่ายเงินให้นักมวยเป็นเงินสิบล้าน ดอลลาร์ เพียงเพื่อที่จะให้เขาน็อกคู่ต่อสู้ให้ล้มภายในเวลาสิบวินาที แต่ไม่สามารถจ่ายเงินเดือนดีๆ ให้แก่ครูที่เก่งที่สุด ให้แก่พยาบาล ที่ดีที่สุด บัฟเฟตต์ถือว่าเป็นการจ่ายเงินที่ไร้เหตุผล

“บริษัท เบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์” ของ บัฟเฟตต์ มีบริษัทใน เครือเป็นจำนวนมาก แต่เขาก็ไม่เคยลืมที่จะเขียนจดหมายถึงซีอีโอ ของบริษัทเหล่านี้ทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อกำหนดเป้าหมาย ประจำปีให้เท่านั้น เขาไม่ชอบการนัดประชุมอย่างเป็นทางการ แต่จะใช้วิธีโทรศัพท์พูดคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ

บัฟเฟตต์จะให้กฎแก่ผู้บริหารบริษัทในเครือของเบิร์กไชร์ เพียง ๒ ข้อเท่านั้น คือ

กฎข้อที่ ๑ อย่าทําให้เม็ดเงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย

กฎข้อที่ ๒ อย่าลืมกฎข้อที่ ๑

บัฟเฟตต์ ไม่ชอบคบหาสมาคมกับพวกไฮโซ แต่ชอบที่จะพักผ่อนอยู่ที่บ้าน โดยการทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์ เขายัง พูดแกมหยอกเกี่ยวกับบรรดาพวกไฮโซว่า “โลกเราเต็มไปด้วย คนรวยกลวงๆ และคนที่พยายามทำตัวให้ดูรวย” เมื่อไม่มีเงินก็ พยายามกู้เงินคนอื่นมาใช้ ด้วยค่านิยมที่ว่า “คนที่กู้เงินได้ คือ คนที่มีเครดิต”

วอร์เรน บัพเฟตต์ ยังคงใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในบ้านหลัง เล็ก ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ กินอาหารง่ายๆ และขับรถคันเก่าไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ที่เขาทำแบบนั้นไม่ใช่เป็น เพราะความตระหนี่ถี่เหนียว แต่สิ่งที่เขามีอยู่ก็เพียงพอแล้ว สำหรับ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

คนรวยเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ แนะนําคนหนุ่มสาวว่า “จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง”

บัฟเฟตต์ ยังได้กล่าวถึงลูกหลานของเขาว่า “ลูกหลานของผมจะไม่ได้รับมรดกมากเท่าส่วนบริจาคหรอก ผมต้องการให้ลูก หลานของผมมีมากพอที่พวกเขารู้สึกว่า จะสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ ต้องไม่มากพอที่จะทําให้พวกเขาไม่ทำอะไรเลย”

และนั่นคือ ตำนานชีวิตแบบ “พอเพียง” ของคุณวอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์

คุณลองนึกดูถึงภาพของคนที่ว่ารวยเป็นมหาเศรษฐี ติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของโลก คนที่มีกิจการในเครือนับร้อยบริษัท และ เป็นคนที่ใจกล้ามาก ที่ประกาศจะให้เงินบริจาคสูงถึง ๑ ล้านล้านบาท และคนๆ นั้น ก็เป็นคนๆ เดียวกับคนที่ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถ เอง คนที่จะโทรหาใครก็ใช้แต่โทรศัพท์ธรรมดา และคนที่มีความสุข ด้วยการคั่วข้าวโพดเอง และนั่งดูทีวี คนๆ นั้น คือ “วอร์เรน เอ็ด เวิร์ด บัฟเฟตต์”

นอกจากการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายแล้ว วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ บริจาคให้กับองค์กรการกุศลมากมาย เขาเคยลั่นวาจาเอาไว้ว่า จะบริจาคทรัพย์สิน ๙๙ เปอร์เซ็นต์ที่มีอยู่ ให้กับองค์กรการกุศล โดยเน้นบริจาคผ่านทาง “เกตส์ ฟาวเดชั้น ของนายบิลล์ เกตส์ เป็นหลัก ซึ่งเขาจะทยอยบริจาคในช่วงที่ยังมี ชีวิตอยู่ และบริจาคส่วนที่เหลือหลังเสียชีวิต

ความสุขที่แท้จริงของ วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ ก็คือ ความสุขที่เกิดจากการเป็นผู้ให้และได้ใช้ชีวิตแบบ “พอเพียง”

บทที่ ๓๗

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

เรื่องนี้ถูกเขียนใน สร้างความสุข และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร