บทที่ ๑๔ ดื่มน้ำดี มีประโยชน์

บทที่ ๑๔

บทที่ ๑๔

ดื่มน้ำดี มีประโยชน์

น้ำ นอกจากจะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายแล้ว ยังช่วยให้จิตใจของเราผ่อนคลาย ลดความเครียด และเกิดสมาธิ คนที่อยู่ในวัยเรียนและวัยทำงาน จึงไม่ควรพลาดที่จะดื่มน้ำให้เพียง พอกับความต้องการของร่างกาย ด้วยการดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวัน ละ ๘ แก้ว หรือไม่น้อยกว่าวันละ ๒.๔ ลิตร เพื่อปรับสมดุลให้กับ ร่างกายและจิตใจ

น้ำ ยังจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ทำให้มีหน้าตาสดใส บ่ง บอกถึงความเป็นคนที่มีสุขภาพดี

น้ำ มีคุณประโยชน์ต่อผิวหนังของเรา เพราะช่วยสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง และยังช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย อีกด้วย

นอกจากจะช่วยลดความร้อนในร่างกาย และเพิ่มความ สดชื่นแล้ว น้ำยังมีประโยชน์ต่อคนที่เป็นโรคไมเกรน เพราะหาก ดื่มน้ำให้เพียงพอ ก็จะช่วยลดอาการปวดไมเกรนลงได้

นอกจากนี้ นักวิจัยยังค้นพบว่า น้ำช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้รู้สึกสบายกระเพาะ อีก ทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคกรดไหลย้อน ที่หลายๆ คน กลัวที่ จะเป็น อดีตผู้บังคับบัญชาของผมท่านหนึ่ง เมื่อตื่นนอนตอนเช้าสิ่ แรกที่ท่านทำเป็นกิจวัตรประจำวัน ก็คือ ดื่มน้ำสะอาดทันที่ ๑๕๐ ซีซี จากนั้นจึงออกเดินหรือวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าตรู่วันละ ๓๐ นาท หรือ ๑ ชั่วโมง ปัจจุบันท่านมีอายุมากกว่า ๗๐ ปี แต่ท่านยังดูหนุ่มกระชุ่มกระชวยเหมือนกับคนอายุ ๖๐ และมีอารมณ์ดีเป็นนิจ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยประชาชนในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพอนามัย พระองค์ทรงถือว่า ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้น เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังพระราชดำรัสว่า

“ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ก็คือพลเมืองนั้นเอง”

พระองค์ทรงเป็นห่วงและเอื้ออาทรต่อทุกข์สุขของพสกนิกร อย่างจริงจัง ดังจะเห็นได้จากพระบรมราโชวาทที่ทรงพระราชทาน แก่ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาแพทยศาสตร์ ตอนหนึ่งว่า

“ จึงใคร่ขอร้องให้ทุกๆ คนตั้งใจ และพยายามปฏิบัติหน้าที่ ให้ได้ผลสมบูรณ์จริงๆ อย่าปล่อยให้กำลังของชาติต้องเสื่อมถอยลง เพราะประชาชนเสียสุขภาพอนามัย…”

ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึด มันที่จะสืบทอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย” และสมเด็จพระบรมราชชนนี “พระมารดาของการแพทย์ชนบท” ในการที่จะให้ประชาชนชาวไทย ได้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการ พัฒนาประเทศชาติสืบไป และนั่นก็คือ นำพระราชหฤทัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พ่อหลวงของแผ่นดิน”

His Majesty the King He cares about people in all aspects. Especially in health He considered Public health problems Is a major problem that needs to be resolved As saying

“If people have deteriorated health Will not be able to develop the nation Because of the important resources of the nation Is that citizen. “

He is concerned and caring for the welfare of the people seriously, as can be seen from the royal speech given to him. For graduates of medicine in one episode

“I would like to ask everyone to intend and try to perform their duties. To be really effective Do not let the power of the nation deteriorate. Because people lose health … “

It can be said that His Majesty the King seized It is to inherit the royal determination of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn. “Father of Thai Medicine” and Her Royal Highness “Mother of rural medicine” for the Thai people Have a healthy and complete health To be an important force in Developing the nation continuously and that is to bring the heart of His Majesty the King “Father of the land”

บทที่ ๑๔

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๑๓ อาหารดี ชีวียืนยาว

บทที่ ๑๓

บทที่ ๑๓

อาหารดี ชีวียืนยาว

ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือผม ต่างก็แอบคาดหวังอยู่ในใจว่า ตัวเองจะมีอายุยืน แม้ไม่ต้องถึงหมื่นปี อย่างวลีที่เขานิยมใช้อวยพรกัน

คุณพ่อของผม… พ่อฉุย สุวรรณจินดา ก็เช่นกัน ท่านเอง ก็คงอยากจะเป็นคนที่มีอายุยืน เพื่อมีเวลาได้ชื่นชมกับความสำเร็จ ของลูกๆ แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจว่า พ่อฉัยจากพวกเราไปด้วยวัย เพียง ๖๔ ปี หลังจากต้องตรากตรำทำงานหนัก จนเกินที่สังขารจะทนรับได้ และอาจจะเป็นเพราะความรู้ด้านการวางแผนครอบครัว ในสมัยนั้นยังไม่ดีพอ คุณพ่อจึงมีลูกถึง ๘ คน ด้วยการที่ต้องแบก ภาระที่หนักอึ้งกับการหาเงินส่งเสียให้ลูกๆ ได้รับการศึกษาที่ดี แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว คุณพ่อยังคงต้องทำงานในป่า เพื่อตัดไม้และชักลากไม้ที่ได้รับสัมปทาน ส่งให้กับโรงเลื่อยไม้ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช

เมื่อต้องเข้าไปทำงานในป่าที่เต็มไปด้วยเชื้อไข้ป่า ไข้มาลาเรีย

ความเป็นอยู่ไม่ดี มีเวลาพักผ่อนน้อย สุขภาพของท่านก็ร่วง ยอ่อนแรง เมื่อคุณพ่อล้มป่วย ท่านมักจะสั่งให้ลูกน้องเข้าเมืองไป หาซื้อยาจากร้านหมอตี๋มากิน แก้ไข้ แก้ปวด

แม้หมอที่จะแนะนำว่า ให้กินยาครั้งละ ๒ เม็ด ๓ เวลา หลัง อาหาร แต่คุณพ่อมักจะกินยาครั้งละ ๔ เม็ด ๓ เวลา เพราะท่าน ต้องการที่จะหายป่วยเร็วๆ เพื่อลุกขึ้นมาทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว

เมื่อปฏิบัติตัวอย่างนั้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่า ๗ ปี สังขารของ ท่านก็ทนแบกรับสภาพไม่ไหว คุณพ่อล้มป่วยอีกครั้ง คราวนี้ท่าน ป่วยหนักจนต้องรีบนําเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ อย่าง กะทันหัน

ตอนที่คุณพ่อล้มป่วยนั้น ผมอายุ ๑๗ ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.ศ. ๓) การเรียนในสมัยนั้นยากมาก เพราะ ในรอบปีการศึกษา จะมีการสอบวัดผลปลายปีเพียงครั้งเดียว ต้อง อ่านหนังสือจนหมดเล่ม เพื่อการสอบไล่ปลายปี ใครสอบตก ก็ไม่มี โอกาสได้สอบแก้ตัว ต้องเรียนซ้ำชั้นอีก ๑ ปีเต็ม ผิดกับการเรียน ของนักเรียนสมัยนี้ ที่มีการแบ่งการสอบระหว่างภาคเรียน หากสอบ ไม่ผ่าน ก็เปิดโอกาสให้มีการสอบซ่อมหรือสอบแก้ตัว

ช่วงที่คุณพ่อเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น ผมใกล้จะสอบไล่ปลายปี ด้วยความเป็นห่วงว่าผมจะเสียสมาธิใน การเรียน ท่านจึงสั่งไม่ให้ใครบอกเล่าอาการป่วยของท่าน ให้ผม ทราบ รอจนกระทั่งผมสอบไล่ปลายปีแล้วเสร็จ ทางบ้านจึงส่งข่าวให้ผมเดินทางขึ้นไปกรุงเทพฯ โดยบอกเพียงสั้นๆ ว่า คุณพ่อ ล้มป่วย อยากเจอผม

ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยขบวนรถไฟชั้น ๓ ผู้โดยสาร แน่นขบวน จนไม่มีแม้กระทั่งที่ยืนในตู้โดยสาร ผมต้องไปยืนแกร่ว บริเวณทางเดินระหว่างโบกี้รถไฟ ตกกลางคืน ต้องใช้กระดาษ หนังสือพิมพ์ปูเป็นที่รองนอน

เมื่อเดินทางถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง ผมรีบขึ้นแท็กซี่ไป เยี่ยมคุณพ่อที่โรงพยาบาลทันที เมื่อไปถึง จึงได้ทราบข่าวร้ายว่า คุณ พ่อป่วยด้วยโรคทางเดินอาหารขั้นรุนแรง คุณหมอบอกกับผมว่า ท่านกินยาแก้ไข้ แก้ปวด มากเกินไป จนทำให้เกิดปัญหาสะสมใน ระบบทางเดินอาหารและตับ

คุณพ่อล้มป่วยมานานกว่า ๓ เดือน ท่านใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ ด้วยความอดทนที่โรงพยาบาล รอด้วยความหวังที่จะได้พบกับผม เป็นครั้งสุดท้าย

ผมมีโอกาสได้เฝ้าปรนนิบัติคุณพ่อเพียงแค่ ๔ วันเท่านั้น ในขณะที่ท่านต้องอดทนรอผมมานานกว่า ๓ เดือน ผมได้ป้อนข้าว ป้อนน้ำให้ท่านกิน นั่งดูทีวี พูดคุยกับท่าน เล่าเรื่องราวของชีวิตที่ผ่านมา

ผมจําได้ว่า วันนั้นเป็นวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๓ คุณพ่อขอให้ผมเปิดทีวีเพื่อดูรายการมวยชิงแชมป์โลกที่ “เบิกฤกษ์ ชาติวันชัย” ณพงษ์ หาญตนศิริสกุล ขึ้นชกชิงแชมป์โลกรุ่นฟลายเวท เอร์นาเบ้ วิลลาแคมโป้” นักมวยชาวฟิลิปปินส์

หรือ คุณติณพงษ์ หาญตา

คุณพ่อมีความเป็นชาตินิยมฝังอยู่ในสายเลือดสูง แม้ท่าน จะป่วยหนักใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ท่านก็ยังนอนเชียร์ “เบิกฤกษ์ ชาติวันชัย” ต่อยจนหมดยกที่ ๑๕โชคดีที่วันนั้น “เบิกฤกษ์” ต่อยเอาชนะคะแนนไปได้อย่าง คู่คี่สูสีตลอดการชกทั้ง ๑๕ ยก ได้เป็นแชมป์โลกรุ่นฟลายเวทของ สมาคมมวยโลก (WBA) และเป็นแชมป์โลกคนที่ ๓ ของประเทศไทย นับตั้งแต่ประเทศไทยมีแชมป์โลกคนแรกคือ “โผน กิ่งเพชร” หรือ คุณมานะ สีดอกบัว (๑๖ เมษายน ๒๕๐๓) และแชมป์โลกคนที่ ๒ (๓๐ ธันวาคม ๒๕๐๙) คือ “ชาติชาย เชี่ยวน้อย” หรือคุณนริศ เชี่ยวน้อย

หลังจากดูมวยคู่ประวัติศาสตร์จบลง อีกประมาณ ๔ ชั่วโมง คุณพ่อก็จากพวกเราไปด้วยอาการสงบ ด้วยรอยยิ้มที่ยังคงติดอยู่ที่ มุมปาก ด้วยความสุขที่มีลูกหลานคอยเฝ้าอยู่ที่ข้างเตียง และความสุข ที่ได้ดู “เบิกฤกษ์ ชาติวันชัย” ชกชนะในเช้าวันนั้น

ผมไม่ต้องการให้ใครมีอายุสั้นเหมือนกับคุณพ่อของผมผลงานวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ เกี่ยวกับชนิดของอาหารที่จะมีส่วนช่วยให้อายุยืนยาว ดังนี้

กินดาร์กช็อกโกแลต (Cocoa Dark Chocolate)ช่วยให้อายุยืนขึ้นอีก ๑ ปี

ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริก ระบุว่า ถ้าคุณสามารถกินดาร์กช็อกโกแลตได้บ่อยๆ หรืออย่างน้อย เดือนละ ๓ ครั้ง จะช่วยให้คุณมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีก ๑ ปี

ดาร์กช็อกโกแลต มีสารฟลาโวนอยด์ ที่จะช่วยทำให้เลือด ไม่ข้นหนืดจนเกินไป เลือดไหลได้สะดวกไม่ไปติดหรือกระแทกกับหลอดเลือดมาก ซึ่งจะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด เส้นเลือดอุดตัน

กินถั่วเมล็ดแห้ง ทำให้มีอายุยืนยาวขึ้น ๓ ปี

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโลม่าลินดา แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา วิจัยพบว่า การกินถั่วเมล็ดแห้งจะทำให้อายุยืนยาว ขึ้น ๓ ปี โดยคุณควรกินถั่วเมล็ดแห้งอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน ในถั่วต่างๆ จะมีไขมันโอเมก้า ๓ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีใยอาหารมาก แต่มีไขมันอิ่มตัวและแคลอรีน้อย ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีประโยชน์กับหัวใจ แต่คุณต้องเลือกกินถั่วแบบไม่มีเกลือปน เคลือบอยู่ด้วย

ดื่มไวน์ ทําให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น ๔ ปี

นักวิทยาศาสตร์ชาวดัตน์ แนะนำให้ดื่มไวน์วันละครึ่งแก้ว จะทำให้ชีวิตเรายืนยาวได้ถึง ๔ ปี ในไวน์จะมีสาร โพลีฟีโนลิค (polyphenolic Compounds) ซึ่งสารนี้จะทําให้เลือดของเราไม่มีการเติบโตของไขมัน เมื่อเยื่อไขมันไม่สามารถเติบโตได้ เส้นเลือด เส้น่ลือดจะสะอาดใสอยู่ตลอดเวลา ไม่มีตะกอนตกค้างหรือมีไขมันมาเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดอาการโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด

กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น ๖ ปี

ผลการวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า คุณจะมีอายุ ยืนยาวขึ้นอีก 5 ปี ด้วยการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน การกินปลา เนื้อไม่ติดมัน น้ำมันมะกอก กระเทียม คาร์โบไฮเดรต ที่ดีอย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต เป็นประจำ จะทำให้ไขมันในเลือด น้อยลง สุขภาพร่างกายดีขึ้น โรคมะเร็งและโรคเบาหวานก็จะเกิดได้ ยากขึ้น

การคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น ๗ ปี

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศ อังกฤษ ศึกษาพบว่า ถ้าคุณสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ตามเกณฑ์ มาตรฐานได้โดยตลอด คุณจะมีอายุยืนยาวขึ้น ได้ถึง ๗ ปี การ ปล่อยให้มีน้ำหนักตัวมากๆ นั้น ไม่ดีอย่างยิ่ง 

บทที่ ๑๓

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๑๒ โชคดีที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน

บทที่ ๑๒

บทที่ ๑๒

โชคดีที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน

อ่านหัวข้อนี้แล้ว คุณคงจะคิดหงุดหงิดอยู่ในใจว่า ผมต้อง เสียสติไปแล้วแน่!

คุณมีสิทธิ์ที่จะคิดเช่นนั้น เพราะผู้คนส่วนใหญ่มักจะมองว่า ยังป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน เป็นบุคคลที่น่าสงสาร เพราะโรคนี้ไม่ สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่นเดียวกับอาการเจ็บป่วยด้วยโรคข้อเข่าเสื่อม

นั่นแสดงว่า ผมเป็นคนที่โชคร้าย เพราะเป็นทั้งโรคข้อเข่า เสื่อมและโรคสะเก็ดเงิน แล้วยังอุตริพูดว่า “โชคดี” ได้อย่างไร

หากมีคนบอกกับคุณว่า เขาป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน ก็อย่า เพิ่งแสดงอาการรังเกียจเดียดฉันท์เขาเลย เพราะโรคนี้ไม่เป็นโรค ติดต่อ

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่เกิดจาก เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ ทําให้ชั้นหนังกำพร้าหนาขึ้น เกิด เป็นลักษณะขึ้นแดง และเป็นสะเก็ดสีเงินด้านบน ถ้าแกะหรือเกาจะ ทาให้สะเก็ดหลุดลอกและมีจุดเลือดออก มักเกิดกับผิวหนงบ ที่ถูกเสียดสีบ่อย ๆ รวมทั้งที่ศีรษะและเล็บด้วย

ผู้ป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน มักมีอาการกำเริบเวลามีภาวะ เครียดทางกายและจิตใจมากเกินไป มีการพักผ่อนไม่เพียงพอ การติดเชื้อ การได้รับบาดเจ็บ การขูดข่วนผิวหนัง การแพ้แดด การแพ้ ยาบางชนิด เช่น Chloroquin, Beta-Blocker, Contracepti และ NSAIDs

อาการของโรคมักจะค่อยๆ เกิด และเป็นๆ หายๆ หาก อาการรุนแรงก็จะมีอาการปวดข้อภายหลังจากการมีผืนขึ้นทาง ผิวหนัง ข้อที่ปวดมักจะเป็นข้อเล็กๆ เริ่มที่ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า มัก จะเป็นทั้งสองข้าง บางครั้งอาจจะเป็นข้อใหญ่ เช่นข้อเท้า ข้อเข่า ก็ได้

เชื่อหรือไม่ว่า โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยมาก เมื่อเปรียบเทียบต่อประชากรจำนวน ๑๐๐ คน จะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ ถึง ๒ คน หรือเท่ากับคนไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้มากกว่า ๑ ล้านคน เลยทีเดียว

ผมจึงตัดสินใจเล่าเรื่องโรคสะเก็ดเงิน ก็เพื่อจะบอกว่า หาก ท่านผู้ใดที่ป่วยด้วยโรคนี้ ก็อย่าทุกข์ใจไปนักเลย

ผู้ป่วยรายที่มีอาการของโรคไม่รุนแรงนัก ร่องรอยของการเป็นโรคอาจหายไปได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี แต่แล้วอาจจะกลับ มาเป็นใหม่ โรคนี้เป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ความเครียดทางจิตใจ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคกำเริบได้ เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้ ส่วนใหญ่มักมีปมด้อยและต้องการการยอมรับจากคนอื่นที่อยู่รอบข้าง ดังนั้น การให้ความรู้เรื่องอาการโรคนี้แก่ ผู้ป่วยและญาติ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำไปพร้อมๆ กับ การบำบัดทางยา

ผมไปขอรับการรักษาโรคที่คลินิคโรคผิวหนังโรงพยาบาล สงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังจากคุณหมอ (ท่าทางเป็นคนอารมณ์ดี) ก้มหน้าก้มตาใช้ไฟฉายส่องดูรอยแผลจาก โรคสะเก็ดเงินของผมอยู่ครู่หนึ่ง ท่านก็เงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสีหน้า ยิ้มแย้ม (ซึ่งทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาอีกเป็นกอง) และพูดกับผมว่า

“คุณยังโชคดี ที่อาการของโรคพอจะควบคุมได้ หากดูแล รักษาสุขภาพตัวเองให้ดี โรคนี้ก็จะไม่กำเริบ เพียงพักผ่อนให้ เพียงพอ อย่าเกิดความเครียด งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หาก กางมอาการบ้าง ก็ใช้วิธีรักษาด้วยการใช้ยาทา เช่นใช้ยา

methasone หรือยาTriamcinolone เป็นต้น ทายาเฉพาะ รอยโรควันละ ๒ ครั้ง เมื่อผื่นแผลยุบก็หยุดยาทาได้

หากเกิดโรคสะเก็ดเงินบริเวณผิวอ่อน เช่น ข้อพับ ใบหน้า ต้องใช้ยาที่มีส่วนผสมของ steroid อย่างอ่อน เช่น Prednisolone หรือ Hydrocortisone Cream สำหรับพื้นที่มีความหนามาก ให้ใช้ยาที่มีส่วนผสมของ steroid ที่มีความแรงสูง ได้แก่ Clobetasor

ผมพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอ หาเวลาพัก ผ่อนให้มากขึ้น ฝึกปล่อยวาง ทำจิตให้ว่าง เครียดให้น้อยลง

ผมเคยดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บ้าง เป็นครั้งเป็นคราว เมื่อไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนฝูง การได้รับคำแนะนำของ คุณหมอให้ผมงดดื่ม จึงถือว่าเป็นเรื่อง “โชคดี” เพราะผมได้ใช้เป็น ข้ออ้างกับเพื่อนฝูงในการของดดื่มสุรา เบียร์และไวน์ ซึ่งทำให้ผม สามารถหลีกเลี่ยงการประพฤติผิดศีลข้อ ๕ ได้อย่างเด็ดขาดเสียที่

ผมพยายามรักษาโรคสะเก็ดเงินด้วยความอดทนมานาน หลายปี เป็นๆ หายๆ ตามธรรมชาติของโรค จนในที่สุด ผมก็ยอมรับได้ ยอมให้มันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่คิดวิตกให้ใจเกิดความทุกข์ อีกต่อไป

วันหนึ่ง ผมต้องเดินทางไปราชการที่จังหวัดเชียงใหม่ อากาศ หนาวเย็นของที่นั่น ทำให้อาการโรคสะเก็ดเงินของผมกำเริบ เนื่องจากการเดินทางไปราชการครั้งนั้น เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผม ลืมนำยาทารักษารอยโรค ซึ่งตามปกติ ผมต้องนำติดตัวไปด้วยเสมอ

ผมพยายามสืบหาข้อมูลจากคนที่รู้จัก และนับเป็นความโชค ดีที่เพื่อนคนหนึ่ง ได้แนะนำให้ผมไปปรึกษาหมอที่คลินิกรักษาโรค ผิวหนัง “เชียงใหม่คริสเตียน คลินิกเวชกรรม”

คุณหมอเวรท่านหนึ่ง ซึ่งผมต้องขอโทษที่ลืมชื่อเสียงเรียงนาม ของท่านไปแล้ว ทั้งๆ ที่ท่านเป็นผู้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ยิงกับ ผมว่า

“อาการของคุณไม่น่าวิตก รักษาโดยไม่ต้องใช้ยาบ่อยๆ ก็ได้ เพียงแต่ต้องควบคุมการกินอาหารที่ไม่แสลงกับโรค ก็น่าจะเอาอยู่”

หลังจากสั่งยาให้ผม คุณหมอได้มอบเอกสารแนะนำราย อาหารสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคผิวหนังให้กับผม ๑ แผ่น พิมพ์ข้อความ หน้า-หลัง ซึ่งผมยังคงพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ เพื่อนำมาแสดงกับเพื่อนๆ ทุกครั้ง ที่ถูกชักชวนให้กินอาหารต้อง ห้ามสำหรับคนที่ป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน

ผมต้องขออนุญาตนำรายการอาหารของคุณหมอ นำมาบอกเพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน หากเชื่อ ก็ลองนำไปปฏิบัติตาม เพราะตัวผมเองทำแล้ว “เอาอยู่”

รายการอาหารที่คุณหมอได้มอบไว้ให้กับผม มีรายละเอียดดังนี้

ของควรเว้น อาหารที่ผู้เป็นโรคผิวหนัง มีผื่นคัน เป็นๆ หายๆ กินแล้วอาจมีอาการมากขึ้น

  • ของหมัก ของดอง ของไม่สุก เช่น กะปิ ปลาร้า ถั่วเน่า น้ำปู ผงชูรส น้ำอัดลม เหล้า เบียร์ ไวน์ ปลาส้ม จิ้นส้ม (แหนม) ส้มดอง ส้มตำ มดส้ม(ไข่มดแดง) รวมทั้งอาหารถุง อาหารซองของ ขบเคี้ยวทั้งหลาย
  • ของทะเล ได้แก่ กุ้ง หอย ปู ปลา เช่นปลาทู ปลาเค็ม
  • ปลาหมึก สาหร่ายทะเล
  • ไก่ เป็ด วัว ควาย รวมทั้งไข่ไก่ ไข่เป็ด นมวัว
  • ปลาไม่มีเกล็ด (ปลาหนัง) เช่น ปลาดุก ปลาไหล ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาบึก ปลาคัง รวมทั้ง กบ เขียด
  • ผัก ผลไม้ที่มียางหรือหนาม เช่น ขนุน มะละกอ ปลีกล้วย มะม่วง ผักบุ้ง ลางสาด ลองกอง ผักกูด ผักปัง (ผักปรัง) ผักเฮือด ผักสะแร (ผักชื่อแปลกๆ สองสามชนิดนี้ เป็นภาษาคำเมือง ผมเป็นคนปักษ์ใต้ ก็จนด้วยเกล้าที่จะอธิบาย ) ผักชะอม ผักหวาน

ของกินได้ (อาหารที่ไม่ปรากฏว่ากินแล้วมีอาการมากขึ้น)

๑. เนื้อหมู (หมูหมัก แคบหมู ควรหลีกเลี่ยง)

๒. ปลาที่มีเกล็ด เช่น ปลาช่อน ปลานิล ปลาหมอ

๓. ผัก ผลไม้ที่ไม่มียาง เช่น ผักตำลึง ผักขม ถั่วฝักยาว มะระ คะน้า ผักกาด กะหล่ำ บรอกโคลี

บทที่ ๑๒

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๑๑ ตายแล้วกลับมาเกิดใหม่

บทที่ ๑๑

บทที่ ๑๑

ตายแล้วกลับมาเกิดใหม่

“คุณเคยโดนคุณหมอไล่ให้ไปตาย แล้วกลับมาเกิดใหม่หรือ เปล่า ผมเคยโดนมาแล้ว”

ผมมีส่วนสูง ๑๘๓ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๙๕ กิโลกรัม เป็นน้ำหนักที่เกินความพอดี เพราะน้ำหนักตัวที่เหมาะสมของผู้ชาย คำนวณได้ง่ายๆ โดยเอาส่วนสูงลบด้วย ๑๐๐ นำหนักตัวของผมจึง เกินความพอดีไปถึง ๑๒ กิโลกรัม

หลายๆ ปีที่ผ่านมา น้ำหนักตัวของผมจะอยู่ระหว่าง ๙๐-๙๕ กิโลกรัม ผมจึงมีโรคประจำตัวคือ โรคข้อเข่าเสื่อม เพราะเขาต้อง รองรับน้ำหนักตัวที่เกินความพอดี

ผมเคยไปปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดสงขลา แห่งหนึ่ง วันนั้น น่าจะเป็นวันที่ผมโชคดี เพราะอาจารย์หมอที่มี ความเชี่ยวชาญด้านโรคกระดูกและข้อ เป็นแพทย์เวรประจำวัน

หลังจากท่านตรวจอาการของผมอยู่ชั่วครู่หนึ่ง อาจารย์หมอ ก็สั่งจ่ายยาให้กับผม แต่ด้วยความอยากรู้วิธีที่จะทำให้โรคของผม หายขาด ผมจึงรวบรวมความกล้า ตั้งคำถามท่านไปว่า

“อาจารย์หมอครับ ผมขอเรียนถามว่า ผมต้องปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะทำให้โรคปวดเข่าปวดข้อของผมหายขาดได้”

อาจารย์หมอท่านนั้น เหลือบตามองหน้าผม เหมือนจะชั่งใจ ก่อนจะให้คำตอบที่ผมคาดไม่ถึงว่า “คุณต้องไปตายแล้วกลับมาเกิดใหม่โรคนี้จึงจะหายขาด”

อาจารย์หมอได้ให้เหตุผลที่สรุปความได้ว่า ผมขาดความ รอบคอบในการรับประทานอาหาร กินเกินความพอดี จึงไม่สามารถควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เมื่อมีอายุมากขึ้น เข่า จึงรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไม่ไหว ทำให้เป็นโรคไขข้อเสื่อม ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการปวดเข่าอย่างนั้นตลอดไป

คุณอาจจะคิดว่า เมื่อผมได้รับฟังคำตอบจากคุณหมอว่า “ให้ไปตายแล้วกลับมาเกิดใหม่” ผมคงจะเกิดอารมณ์โกรธกับ คำตอบที่ได้รับ แต่ตรงกันข้าม ผมกลับหัวเราะชอบใจกับคำตอบนั้น

อาจารย์หมอพูดถูก ผมผิดเองที่ไม่รู้จักพอประมาณ ไม่ควบคุมหัวใจให้เพียงพอ มักจะ “กินตามใจปาก” แล้วจะพาลโกรธ

ท่านได้อย่างไร

หากคิดอย่างผิวเผิน การที่ผมเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ถึงขนาด ที่ถูกคุณหมอไล่ให้ไปตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ น่าจะเป็นโชคร้ายของ ผมที่จะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการปวดเข่าไปตลอดชีวิต

แต่เมื่อมองโลกในแง่ดี ผมกลับคิดได้ว่า… คำแนะนำของ คุณหมอที่ให้ควบคุมน้ำหนักตัวเพื่อทุเลาอาการปวดจากโรคข้อเข่า เสื่อมนั้น ถือว่าโชคดี เพราะทำให้ผมกลับมาพิถีพิถันในการเลือก รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ใส่ใจในการควบคุม น้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

น้ำหนักตัวเป็นเครื่องบ่งชี้ที่สำคัญของสภาวะสุขภาพของ ว่าดีหรือไม่ดี

หากน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ปกติหรือผอมเกินไป ทำให้ ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย ประสิทธิภาพในการเรียนและการ ทำงาน ด้อยลงกว่าปกติ

หากมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ปกติ หรืออ้วนเกินไป จะเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน โรคเบาหวาน โรคความ ดันโลหิตสูง และโรคมะเร็งบางชนิด ซึ่งร้ายแรงกว่าโรคข้อเข่าเสื่อม มากนัก

จากผลการวิจัยพบว่า การกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อ สุขภาพ จะทำให้ผมมีอายุยืนยาวขึ้นอีก 5 ปี และการควบคุมน้ำหนักตัวให้ไม่เกินค่ามาตรฐาน จะทำให้ผมอายุยืนขึ้นอีก ๗ ปี ดังนั้น การที่ผมหันกลับมาใส่ใจการกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่กินตามใจปาก และควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน จะทำให้ผมมีอายุยืนยาวขึ้นอีก ๑๓ ปี จึงนับเป็นอานิสงส์ของการ ที่ผมถูกคุณหมอ ไล่ให้ไปตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ อย่างแท้จริง

If thinking superficially The fact that I was osteoarthritis of the knee that had been chased by the doctor and then reborn Probably the misfortune of I have to suffer with knee pain for the rest of my life.

But when viewed optimistic I think … The advice of a doctor who gives weight control to abate the pain from osteoarthritis is considered lucky because it makes me come back carefully in choosing. Eating healthy foods Pay attention to control Body weight in standard

Body weight is an important indicator of the health condition of Whether good or bad

If the body weight is lower than normal or too thin, the body is weak, sickness, learning efficiency and work are weaker than usual.

If weight is greater than normal Or too fat will be at risk of heart disease and stroke, diabetes, hypertension and certain cancers Which is much more serious than osteoarthritis

บทที่ ๑๑

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๑๐ พุทธศาสนาสอนไว้ว่า

บทที่ ๑๐บทที่ ๑๐

 

พุทธศาสนาสอนไว้ว่า

“ถ้าสามารถกำหนดจิตให้เผชิญกับความตายด้วยใจสงบ

หรือวางจิตให้เป็นกุศล จิตก็จะไปสู่สุคติ”

คุณแม่ของผม แม้ต้องเผชิญกับโรคร้าย แต่สามารถใช้ ธรรมะระงับความเจ็บปวด ด้วยการเข้าใจถึงความไม่เที่ยงของสังขาร ว่า เมื่อไม่ยึดติด จิตหลุดพนสู่สุคติได้ ในจังหวะสุดท้ายของชีวิต ท่านจึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนที่ “ยังคงมีความสุขได้ แม้ร่างกาย จะอ่อนโรย” และเมื่อวันนั้นมาถึง ท่านก็ยังคงยิ้มรับ และมีความพร้อมที่จะจากโลกนี้ไปด้วยใจที่เป็นสุข

ท่านละสังขารไปด้วยการมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มั่นคง ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง ผมจึงเชื่อว่า ดวงวิญญาณของท่านมุ่งไปสู่ สุขคติภูมิ เพราะเมื่อถึงวันประชุมเพลิง เราพบว่า กระดูกของท่าน มีสีขาวสะอาด และ ผมก็ไม่เคยฝันถึงท่านอีกเลย ทั้งๆ ที่ผมยังคง ระลึกถึงพระคุณของท่านอยู่ในใจเสมอมา

มีภาษิตตะวันตกบทหนึ่ง กล่าวไว้ว่า “คุณอาจเป็นเพียงคน หนึ่งบนโลกใบนี้ แต่คุณอาจเป็นโลกทั้งใบของใครคนหนึ่งก็ได้”

แม้ลูกๆ จะเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนที่ไม่มีความสำคัญมากนัก ใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ ในสังเวียนชีวิตของโลกใบนี้ แต่คุณแม่ก็มักจะ พูดกับพวกเราเสมอว่า

“คนอื่นอาจจะบอกว่าเรา “ไร้ค่า”

แต่แม่จะบอกกับเรา เสมอว่า

เรานะ “มีค่าที่สุดในเชีวิตแม่”

คุณแม่เป็นเสมือนพระพรหมผู้สร้าง เป็นพระอรหันต์ เป็น ครูคนแรก ท่านเป็นยอดวีรสตรี และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของลูกๆ เสมอมา สิ่งเดียวที่คุณแม่ปรารถนาก็คือ ขอให้ลูกๆ ทุกคนเป็น คนดี และพวกเราก็ไม่ทำให้ท่านผิดหวัง

“ความหมายของชีวิต มิได้อยู่ที่เขาได้รับสิ่งใด

แต่อยู่ที่เขาปรารถนาจะได้รับสิ่งใด

(คาห์ลิล ยิบราน)

คุณแม่จากลูกๆ ไปแล้ว ตามวิถีชีวิตที่ลิขิตไว้ แม้ชีวิตของ ท่านอาจจะไม่ได้รับการบันทึกไว้ในความทรงจำของคนทั่วไป แต่ สำหรับพวกเราแล้ว ท่านคือบุคคลสำคัญที่สุดของพวกเรา

“คุณแม่ของผม อาจจะเป็นเพียงหญิงชราธรรมดาคนหนึ่งที่ ไม่เคยได้รับรางวัลแม่ดีเด่นแห่งปี แต่ท่านก็เป็นเช่นโลกทั้งใบของผมเสมอมา

พระพุทธองค์ทรงสอนให้มนุษย์เราหมั่นปรารภถึงความตาย อยู่เป็นนิจ อย่าให้ความตายถูกกันไว้ห่างไกลจากชีวิต เราจะได้ไม่ รู้สึกหวาดหวั่นและได้รู้จักกับความตายมากขึ้น ฝึกจิตให้ตระหนัก คิดได้ว่า ทุกสิ่งในชีวิตเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ทุกขัง แปลว่า สภาพสังขารที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ควรยึดมั่นถือมัน

คนส่วนใหญ่มักเมินเฉยกับความตายของคนที่ตนไม่เกี่ยวข้องผูกพัน แต่เมื่ออยู่มาวันหนึ่ง วันที่พ่อ แม่ ญาติพี่น้องหรือ ใครสักคนที่เรารัก ต้องจากไป เราก็โศกเศร้าอาลัยกันอย่างสุดใจ โดยลืมนึกไปว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ที่ไม่สามารถกําหนดได้ล่วงหน้า ตัวเราเองก็ต้องก้าวไปสู่วันนั้น เช่นกัน

คุณหาคำตอบให้กับตัวเองได้หรือยังว่า พร้อมไหม… ที่จะทำใจยอมรับ

ผู้เอาชนะโรคมะเร็ง

นอกจากกรณีของคุณแม่แล้ว ผมยังมีตัวอย่างจากอีก หลายๆ ท่าน ที่ยังคง “มีความสุขได้ แม้ร่างกายอ่อนแรง” ท่านเหล่านั้น สามารถทำจิตใจให้เป็นปกติสุข อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติกับโรคร้าย ในร่างกาย

ผมขอยกกรณีของแม่ชีสุขี แห่ง “สำนักปฏิบัติธรรม แม่ชีสุขี จิตเจริญ” ซึ่งตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๑ บ้านคลองรำ ตำบลทุ่งหมอ อำเภอ สะเดา จังหวัดสงขลา แม่ชีสุขีทราบว่า ตัวเองล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง ตบเมื่อท่านมีอายุย่างเข้าสู่วัยกลางคน แต่ท่านก็ไม่ได้ตื่นตระหนก กับอาการป่วย ที่ใครๆ ต่างพากันหวาดกลัว

ท่านใช้วิธีรักษาตัวของท่านเองด้วยการปฏิบัติธรรม อบรม จิตของตัวเองให้เกิดความสงบ ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่น รับ ประทานอาหารมังสวิรัติ ท่านมี “พลังของการคิดบวก” มองโลกใน แง่ดี มองชีวิตผ่านสายตาที่อ่อนโยน… งดงาม

คิดอยู่แต่ในแง่ลบ เท่ากับกลบตัวเองทั้งเป็น มองโลกในแง่ดี ชีวิตก็จะมีแต่สิ่งที่สวยงาม

ปัจจุบันแม่ชีสุขี มีอายุ ๘๗ ปี ท่านยังคงมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขกับการสั่งสอนธรรมปฏิบัติให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ศูนย์ปฏิบัติ ธรรมของท่านตลอดมา

หากคุณมีโอกาสแวะไปที่จังหวัดสงขลา ผมเชื่อว่า ส่วนใหญ่ มักจะเลยไปเที่ยวที่ด่าน BUKIT KAYU HITAM ของรัฐเคดาท สหพันธรัฐมาเลเซีย บริเวณตรงกันข้ามกับด่านศุลกากรสะเดาของไทย

ก่อนจะไปถึงอำเภอสะเดา ผมขอแนะนำให้ชักชวนกันแวะ เธบัติธรรมที่ “สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีสุขี จิตเจริญ” สัก ๑ วันก่อน ที่จะเลยไปเที่ยวที่ด่าน BUKIT KAYU HITAM

ที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ สิ่งก่อสร้างจะเป็นศิลปะแบบจีน มีกุฎิทรงไทย มีรูปปั้นขนาดใหญ่ของหลวงปู่ทวด สมเด็จหลวงพ่อโต และพระโพธิสัตว์กวนอิม ไว้ให้สักการะ ที่สำคัญคือ มีกุฏิเล็กๆ ทรง จีน ประมาณ ๓๐ กว่าหลัง ไว้คอยให้บริการฟรีแก่ผู้ที่ประสงค์จะ พักค้างคืน เพื่อสวดมนต์และนั่งปฏิบัติธรรม ทำสมาธิที่ศาลาสวดมนต์

ตื่นเช้าขึ้นมาก็จะมีบริการอาหารเจที่โรงครัว บริการฟรีทั้ง ๓ มื้อ และที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ แม่ชีสุขีกำลังก่อสร้างศาลา หลังคาทรงไทยหลังใหญ่ ทําด้วยไม้สักทองทั้งหลัง สร้างด้วย สถาปัตยกรรมที่สวยงาม น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

หากคุณมีเวลามากพอที่จะเที่ยวท่องโลก ขอให้เจียดเวลา ของคุณสักนิด ลองแวะไปเที่ยวท่องธรรมกันบ้าง เพื่อประสบการณ์ที่ดีของชีวิต

บทที่ ๑๐

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๙ยังคงมีความสุขได้ แม้ร่างกายอ่อนโรย

บทที่ ๙

บทที่ ๙

ยังคงมีความสุขได้ แม้ร่างกายอ่อนโรย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัส พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๒๘ เมื่อวันจันทร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๗ ความตอนหนึ่งว่า

“วิถีชีวิตมนุษย์นั้น จะให้มีแต่ความปกติสุขอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีทุกข์ มีภัย มีอุปสรรค ผ่านเข้ามาด้วยเสมอ ยากจะหลีก เลี้ยงพ้น ข้อสำคัญอยู่ที่ทุกๆ คนจะต้องเตรียมกาย เตรียมใจ และ เตรียมการไว้ให้พร้อมทุกเวลา เพื่อเผชิญและแก้ไขความไม่ปกติ เดือดร้อน ทั้งนั้นด้วยความไม่ประมาท ด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยสามัคคีธรรม จึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบา และกลับร้ายให้ กลายเป็นดีได้”

ผมขอนำตัวอย่างของคนที่มีจิตใจที่เข้มแข็ง พร้อมเผชิญ หน้ากับอาการเจ็บป่วยด้วยความมีสติ ระลึกได้ถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และยังคงเดินหน้า ใช้ชีวิตที่ค้นพบความสุขได้ด้วยใจของ เขาเอง ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์อันเกิดจากอาการเจ็บป่วย ของร่างกาย

ขอยกตัวอย่างบุคคลใกล้ตัวที่สุด คือ คุณแม่ของผมเอง เมื่อท่านมีอายุ ๗๖ ปี คุณหมอตรวจพบว่า ท่านป่วยด้วยโรคมะเร็ง ลำไส้ระยะที่ ๓ คุณหมอได้กระซิบบอกกับลูกๆ ว่า “คุณแม่คงจาก ไปภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน

คำพูดดังกล่าวของคุณหมอ ทำให้ลูกๆ ทุกคนรู้สึกตื่นตระหนกและเสียขวัญกับข่าวร้ายที่ได้รับเป็นอย่างมาก

เพื่อตัดสินใจว่า เราจะบอกให้คุณแม่ทราบหรือไม่ว่า ท่าน กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง เราจึงเรียกประชุมกันในหมู่ลูกหลาน

ในที่สุด! เราตัดสินใจที่จะให้พี่สาวของผมบอกกับคุณแม่ว่า “แม่คะ คุณหมอตรวจพบว่า แม่กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งลําไส้ แต่ แม่อย่าห่วงไปเลย คุณหมอบอกกับลูกว่า จะพยายามรักษาแม่ให้ดีที่สุด หากทำการผ่าตัดลำไส้ที่มีเนื้อร้ายออกไปได้หมด แม่ก็มีโอกาสหาย”

 พวกเราจำเป็นต้อง “โกหกสีขาว” (white lie) กับคุณแม่ไป อย่างนั้น เพื่อไม่ให้ท่านหมดกำลังใจที่จะอยู่ต่อสู้กับโรคร้าย

การโกหกสีขาวนั้น เป็นบาป ในทางพุทธศาสนา ไม่เคย บัญญัติคำว่า “โกหกสีขาวหรือโกหกครึ่งเดียว” เพราะแม้แต่การพูด ปิดบังความจริงบางส่วน ก็คือการพูดโกหก ผมมาฉุกคิดเรื่องนี้ได้ ในช่วงที่ผมลาบวช ๑ พรรษา เพื่อให้คุณแม่ได้ทำบุญตักบาตร ได้ เห็นผ้าเหลืองของพระลูกชาย เพราะนั่นคือสิ่งที่ลูกผู้ชายอย่างผม พึงกระทำเพื่อตอบแทนพระคุณน้ำนมแม่

กตัญญู ไม่ต้องรอเวลา เพราะมารดาบิดา ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป

พวกเราคาดหมายว่า ข่าวร้ายที่คุณแม่ได้รับจะทำให้ท่าน หมดกำลังใจ แต่กลับไม่เป็นไปตามที่พวกเราวิตกจริต คุณแม่เคย ผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วน ท่านจึงมีจิตใจที่เข้มแข็ง พอที่จะกำหนดรู้ได้ว่า “ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง”

คุณแม่จึงรับฟังข่าวร้ายของพวกเราด้วยอาการที่สงบ ไม่ ตระหนกตกใจ ท่านพูดกับพวกเราด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า

“ลูกหลานอย่าเสียใจไปเลย สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดาเช่นกัน”

คุณแม่พูดกับพวกเราต่อไปอีกว่า “แม่ใช้ชีวิตมา ๗๖ ปี ถือ ได้ว่า เพียงพอแล้ว ลูกๆ ก็เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนที่มีความ รักใคร่สามัคคีกลมเกลียว แม่เชื่อว่าลูกๆ จะคอยให้การช่วยเหลือ พึ่งพาซึ่งกันและกัน พอที่จะทำให้แม่หมดห่วงไปได้”

ท่านเพียงแต่ขอร้องกับลูกๆ ว่า ต่อนี้ไป ขอให้ช่วยเป็นธุระ นำท่านไปเข้าวัด ทำบุญสร้างกุศล เพื่อที่ท่านจะได้ใช้ช่วงเวลาของ ชีวิตที่เหลือ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สุขให้แก่ตัวท่านเองบ้าง

คุณแม่ของผมใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคมะเร็งร้ายได้อีก ๔ ปี ใช้ช่วงเวลาของชีวิตที่เหลือ ดูแลรักษาตัวเองอยู่กับลูกๆ หลานๆ ที่บ้าน ไม่ต้องไปใช้ชีวิตที่เงียบเหงา ว้าเหว่ อยู่ที่โรงพยาบาล

คุณแม่ใช้วิธี “เจริญมรณานุสติ” ทำสมาธิ ประกอบแต่กรรมดี คิดดี พูดดี ทำบุญสุนทาน รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อ สุขภาพ ปรับใจ ปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคมะเร็ง โดย ถือเสมือนว่า เซลล์มะเร็งร้ายที่ใครๆ ต่างพากันหวาดกลัวนั้น แท้จริง แล้ว มันเป็นเพียงอวัยวะอีกชิ้นหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในร่างกาย

เช้าวันนั้น ที่บ้านของเรา ท้องฟ้าดูแจ่มใส อากาศเย็นสบาย

แล้ข้างบ้าน ต่างพากันส่งเสียงขันเรือยแจ้ว บอกเวลาอรุณรุ่ง ของวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นวันสงกรานต์

ผมจำได้ว่า วันนั้น คุณแม่ตื่นเช้ากว่าปกติ ท่านขอให้เช็ดตัวทำ ความสะอาดร่างกายของท่านให้สะอาดหมดจด แต่งตัวด้วย มาชุดใหม่ และขอให้พยุงขึ้นนั่งรถเข็นไปทำบุญตักบาตร ถวาย สังฆทานให้แก่พระที่ผ่านมาหน้าปากซอย

กลับจากทำบุญตักบาตร คุณแม่ขอให้พวกเรานำข้าวก้น บาตรให้ท่านกินเป็นอาหารเช้า จนอิ่มท้อง

ท่านมีความเชื่อว่า หากพ่อแม่ตายไปในช่วงเวลาเช้า ขณะที่ ท้องอิ่ม และแต่งตัวสวยงาม ลูกหลานจะมีฐานะครอบครัวที่มั่นคง อุดมสมบูรณ์ ไม่ขาดแคลนอาหาร เครื่องอุปโภคและบริโภค คุณแม่จึงเลือกที่จะจากพวกเราไปในช่วงเวลาเช้า หลังจากได้ทำบุญ ตักบาตร และกินอิ่มท้อง

หลังจากกินอาหารมื้อเช้าเสร็จ ท่านขอขึ้นนอนพักบนเก้าอี้ โยกตัวโปรด หลังจากหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ท่านก็เอ่ยปากพูดกับพวกเราว่า “ลูกๆ คงพอจำกันได้ว่า พ่อฉุย จากพวกเราไปในวันจักรี เมื่อ วันที่ 5 เมษายน ๒๕๑๓ วันนี้เป็นวันสงกรานต์ ปี ๒๕๓๕ แม่เลือก ที่จะละสังขารไปในวันนี้ ก็เพื่อความสะดวกของลูกหลาน ที่จะได้ ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับพ่อและแม่ในคราวเดียวกัน เมื่อ ถึงวันสงกรานต์ของทุกๆ ปี”

คุณแม่ไม่ต้องการให้ลูกหลานต้องยุ่งยากกับการทำบุญปีละ ๒ ครั้ง คือในวันจักรีและวันสงกรานต์ นั่นแสดงให้เห็นว่าแม้ใน วาระสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สั่งเสียให้ ลูกหลานทำบุญด้วยความประหยัด

เมื่อครั้งที่ผมบวชเป็นพระ เคยได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับ พระหลวงจีนรูปหนึ่ง ท่านสอนผมว่า “คนเราทุกคนนั้น เสี้ยวหนึ่งที่ สำคัญของชีวิตคือ ก่อนลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะหมดไป ในช่วง เวลาที่สำคัญนั้น เราไม่ควรมีสิ่งที่ต้องเป็นห่วงหรือเป็นกังวล ขอให้ ระลึกถึงคุณงามความดีที่เคยทำ คิดถึงคุณพระศรีรัตนตรัย เพื่อใช้ เป็นเครื่องนำทางไปสู่สุขคติ หากเรายังคงห่วงหน้าพะวงหลัง ตาย ไปแล้ว ดวงวิญญาณก็จะไปสู่ทุคติภูมิ

จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีสติสัมปชัญญะ นึกถึงแต่เรื่องราว ดีๆ ก่อนที่จะละสังขารไปอย่างสงบ คนที่จิตสงบจะตายอย่างไม่ ทุรนทุราย ไม่กระสับกระส่าย ดังตัวอย่าง คุณแม่ของผม ท่านจาก โลกนี้ไปด้วยอาการสงบด้วยลักษณะของคนที่มีหัวใจเพียงพอ ได้ ผ่านการใช้ชีวิตที่พอเพียง ตลอดอายุขัย ๘๐ ปีของท่าน

บทที่ ๙

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๘ กินอย่างไรให้ พอเพียง

บทที่ ๘

บทที่ ๘

กินอย่างไรให้ พอเพียง

ปี พ.ศ. ๒๕๒๑. ผมมีโอกาสเดินทางไปทำงานวิจัยระบบ การปลูกพืชในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามความช่วยเหลือ ของธนาคารโลก ที่จังหวัดอุบลราชธานี
เย็นวันหนึ่ง ขณะขับรถตระเวนหาร้านอาหาร ผมได้แวะ สอบถามชาวบ้านคนหนึ่ง เพื่อให้แนะนำร้านข้าวต้มอร่อยๆ ชายใจดี คนนั้นได้แนะนำว่า
“ลองแวะไปที่ร้านข้าวต้มปากหมาที่อำเภอวารินชำราบ ดูสิ ที่นั่น อาหารอร่อย และราคาไม่แพงมาก คนส่วนใหญ่ที่เดินทางผ่าน เข้ามาจังหวัดอุบลราชธานี ต้องแวะเวียนไปกินข้าวต้มที่ร้านนี้กัน แทบทุกคณะ”

ด้วยความอยากรู้และอยากลอง ผมตัดสินใจขับรถไปตาม เส้นทางที่ได้รับการบอกเล่ามา จริงๆ แล้วร้านข้าวต้มร้านนี้ ไม่มี ป้ายบอกชื่อร้าน แต่เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณนั้น ก็แทบไม่ต้องเดาว่า ร้านไหนคือ ร้านข้าวต้มปากหมา เพราะจะสังเกตเห็นรถยนต์ จอดอยู่เต็มสองข้างถนน และในร้านก็มีลูกค้านั่งอยู่เต็มทุกโต๊ะ
แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ลูกค้าแทบทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตา กินข้าวต้มกันอย่างสงบเงียบ ไม่มีเสียงพูดคุยเอะอะ ดังเล็ดลอดออกมาที่หน้าร้านเลย
ผมจอดรถและชักชวนเพื่อนๆให้ไปรับบัตรคิวและนั่งรอที่ ม้านั่งหน้าร้าน ระหว่างที่รอโต๊ะว่างนั้น หลายๆครั้งที่ เพื่อนๆ พยายามชักชวนให้ไปหาข้าวต้มกินที่ร้านอื่น แต่ผมขอให้อดทนรอ เพื่อพิสูจน์ถึงที่มาของชื่อร้าน รออยู่ได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ถึงคิว ของพวกเรา
เมื่อเข้าไปนั่งประจำโต๊ะที่ว่าง เจ้าของร้านซึ่งคงจะเหน็ดเหนื่อย จากการให้บริการลูกค้าจำนวนมาก หน้าตาจึงไม่ค่อยจะเป็นมิตร สักเท่าไร ได้เดินมาที่โต๊ะ และยื่นเมนูอาหารให้เราเลือก

ผมและเพื่อนๆ อ่านดูเมนูรายการอาหารทั้งหมดของร้านนี้ แล้ว ต่างก็เห็นพ้องกันว่า เป็นอาหารที่น่ากินแทบทั้งสิ้น ด้วยความเคยตัว พวกเรารีบสั่งอาหารที่ปรากฏในเมนูแทบทุกรายการที่อ่านชื่อ ดูแล้วชวนให้อยากชิม
มาถึงจุดนี้ เราก็ถึงบางอ้อ! คลายความสงสัยได้ว่า ทำไม ร้านนี้จึงได้ชื่อว่า ร้านข้าวต้มปากหมา เพราะเราถูกเจ้าของร้านตำหนิ ด้วยถ้อยคำที่พวกเราคาดไม่ถึงว่า
“ร้านนี้ไม่ได้ทำอาหารให้ลูกค้าสั่งมากินทิ้งกินขว้าง พวกคุณ มากันเพียง ๔ คน แต่สั่งอาหารยังกับว่า กินกัน ๑๐ คน อย่างนี้ใช้ ไม่ได้ ขอให้สั่งมากินกันพออิม ลูกค้าคนอื่นๆ ที่เขาเข้ามาทีหลัง จะได้มีอาหารกินกันบ้าง”

ด้วยความละอาย! เรารีบตัดรายการอาหารที่สั่งไปแล้วหลายรายการ และก็เป็นจริงอย่างที่เจ้าของร้านเขาว่า เรากินอาหารมื้อนั้น กันอย่างเอร็ดอร่อย อิ่มท้องกันถ้วนหน้า และที่สำคัญคือ แทบไม่มี อาหารเหลือทิ้งอยู่บนโต๊ะเหมือนอย่างที่ผ่านๆ มาเลย
ระหว่างนั่งรับประทานอาหาร ผมสังเกตเห็นว่า ลูกค้าที่ไม่ เคยทราบกิตติศัพท์ของร้านนี้มาก่อน เขาก็จะกินกันไป คุยกันไป ส่งเสียงดังรบกวนลูกค้าโต๊ะอื่นๆ และเช่นเคย เจ้าของร้านคนเดิมก็ จะเดินเข้าไปที่โต๊ะนั้น พร้อมกับพูดปรามด้วยน้ำเสียงดุๆ ว่า
“กรุณานั่งกินกันเงียบๆได้ไหม ช่วยใส่ใจ มีสมาธิกับการกิน อาหารมันถึงจะอร่อย ไม่ใช่มานั่งพูดคุยส่งเสียงดัง รบกวนสมาธิ การกินอาหารของแขกโต๊ะอื่น พวกคุณต้องเรียนรู้เทคนิคการกิน อาหารให้อร่อยเสียบ้าง ..

นี้ดีนะ! ที่เขาไม่ถึงกับพูดว่า ขอให้รักษามารยาทผู้ดีกันบ้าง
น่าอายหรือเปล่าครับ หากคุณโดนเข้าอย่างนั้น หลังจากนั้น ทุกโต๊ะก็ก้มหน้าก้มตา นั่งกินกันอย่างสงบเงียบ

ผมมาทราบภายหลังว่า แม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เพิ่ง ย้ายมารับตำแหน่งใหม่ๆ และได้รับเชิญให้มากินข้าวต้มที่ร้านนี้ ด้วย ความที่ลูกน้องไม่บอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของร้านนี้มาก่อน โต๊ะผู้ว่าฯ จึงพูดคุยส่งเสียงดังตามประสา และเหตุการณ์ก็เป็นเช่นเดิม ไม่มีข้อยกเว้นแม้กระทั่งโต๊ะของ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่จะถูกเจ้าของร้านขอให้สั่งอาหารเพียงแต่ พอกิน และให้นั่งกินกันเงียบๆ เหมือนกับแขกโต๊ะอื่นๆ

แม้ว่าเจ้าของร้านอาหารจะเป็นคนดุ ตามสมญานาม “ร้านข้าวต้มปากหมา” ที่ลูกค้าพร้อมใจกันตั้งให้ แต่เนื่องจากอาหาร ร้านนี้ อร่อย สด สะอาด การเสิร์ฟและการให้บริการอื่นๆ ก็รวดเร็ว ทันใจ และประเด็นซึ่งเป็นที่ถูกใจของลูกค้าอย่างมาก ก็คือ ราคา อาหารไม่แพงจนเกินไป บรรยากาศก็สบายๆ นั่งกินแล้วไม่มีเสียงเอะอะรบกวน

“ร้านข้าวต้มปากหมา” ที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี จึงยังคงมีแขกประจำและแขกต่างถิ่นแวะเวียนเข้ามา อุดหนุน นั่งกินอาหารกันจนแทบไม่มีโต๊ะว่างเสมอมา
ผมนึกชมเจ้าของร้านอาหารคนนั้นอยู่ในใจว่า ท่านก็เป็นอีก เคนหนึ่งที่เข้าถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง เพราะแม้ว่า จะเป็นเจ้าของร้านอาหาร ที่ควรจะยินดีที่มีลูกค้าสั่งอาหารมากๆ แต่ ตัวท่านเอง กลับเป็นผู้ขอให้ลูกค้าสั่งอาหารในปริมาณที่พอกิน ไม่ใช่ สั่งมากินทิ้งกินขว้างตามนิสัยคนไทยส่วนใหญ่

การที่ผมนําเรื่องของการบริโภคที่ขาดสติมาพูดถึง เป็น เพราะว่า ตามข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า พลเมืองโลกในปีปัจจุบัน มีประมาณ ๗,๐๐๐ ล้าน คน และมีแนวโน้มว่า ภายใน ๒๐ ปี ข้างหน้า ประชาการโลกจะ เพิ่มขึ้นเป็น ๔,๐๐๐ ล้านคน ซึ่งจะทำให้โลกของเราจำเป็นต้องขยาย กำลังการผลิตอาหารเพิ่มขึ้น ประมาณ ๗๐ % เพื่อให้พอเพียงสําหรับ ใช้เลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น

ขณะนี้มีจำนวนประชากรโลก ที่อดอยากประมาณ ๘๗๐ ล้านคน โดย ๖๕% หรือประมาณ ๕๗๐ ล้านคน อยู่ในภูมิภาค เอเชีย และในอนาคต คาดว่า จำนวนประชากรที่อดอยากอาจเพิ่มขึ้นได้ โดย FAO ได้คาดหมายว่า ประชากรโลกกว่า ๑,๐๐๐ ล้านคน จะต้องพบกับสภาวะของความอดอยาก ขาดแคลนอาหาร ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่โลกของเราจะต้องนำปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ไปประยุกต์ใช้ แล้วเราจะยังคงสั่งอาหารมากิน ทิ้งกินขว้างแบบเดิม ได้อย่างไร

ภายใต้สถานการณ์ความกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน (Climate Change) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ความพยายามเพิ่มผลผลิตอาหาร ตามที่ FAO ระบุไว้ข้างต้น เป็นไปได้ยากยิ่ง และจะทำให้โลกของ เราต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อสถานการณ์ความมั่นคงด้าน อาหารที่รุนแรงยิ่งขึ้น
การบริโภคตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ใช่ หมายถึงเพียงแค่การบริโภคอาหาร แต่ยังครอบคลุมถึงการบริโภค ทุกชนิดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทุกๆ คน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนว่า การบริโภคที่ ฉลาดจะช่วยป้องกันการขาดแคลน แม้ความมัธยัสถ์จะไม่ทำให้เกิด ความร่ำรวยรวดเร็ว แต่ในยามปกติ ก็จะทำให้ร่ำรวยมากขึ้นได้ ใน ยามทุกข์ภัย ก็ไม่ขาดแคลน และสามารถจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดย ไม่ต้องหวังความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากเกินไป
เพราะฉะนั้น ความพอมี พอกิน จะสามารถอุ้มชูตัวได้ ทำให้ เกิดความเข้มแข็ง และความพอเพียงนั้น ไม่ได้หมายความว่า ทุก ครอบครัวต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง แต่มีการ แลกเปลี่ยนกันได้ระหว่างเพื่อนบ้าน

ที่สำคัญคือ การบริโภคตามปรัชญาของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวนั้น จะทำให้เกิดความรู้ที่เราจะอยู่ร่วมกันในสังคม รักธรรมชาติ ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เพราะไม่ต้องทิ้ง ท้องถิ่นไปหางานทำ นำรายได้มาเจือจุนการบริโภคที่ไม่เพียงพอ

ประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรที่มากพอสำหรับ ประชาชนคนไทย ถ้ามีการจัดสรรที่ดี โดยยึดถือ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” ยึดความสัมพันธ์ของบุคคลกับระบบ และปรับความ ต้องการที่ไม่จำกัดลงมาให้ได้ ตามหลัก “ขาดทุนเพื่อกำไร” ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อาศัยความช่วยเหลือ ร่วมมือกันเพื่อสร้างครอบครัวที่ เข้มแข็ง อันเป็นรากฐานที่สำคัญของระบบสังคมไทย

บทที่ ๘

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๗ ทำไมต้องเป็น “ไฮโซ”

บทที่ ๗

บทที่ ๗

ทำไมต้องเป็น “ไฮโซ”

เพื่อนของผมหลายคน ชอบหาสถานที่กินและนอนตาม ภัตตาคารและโรงแรมหรู ราคาแพง เพียงเพื่อหาความสุขใส่ตัว ชั่วครู่ ชั่วยาม และต้องการที่จะให้ผู้อื่นสัมผัสได้ ถึงความเป็น “ไฮโซ” ของพวกเขา

ผมคิดต่างจากเพื่อนๆ “ไฮโซ” ของผม ผมนิยมกินอาหาร ตามร้านข้าวแกงข้างถนน เลือกร้านที่สะอาด อร่อย จ่ายเพียงมือละ ๔๐-๕๐ บาท ก็รู้สึกอิ่ม พอๆ กันกับเพื่อน “ไฮโซ” ของผม ที่กินอาหารมื้อธรรมดาๆ มื้อละ ๒๐๐-๕๐๐ บาท บางมื้อเขาบ่นกับผมว่าอาหารร้านนี้แพง นั่งกินคนเดียว หมดไปเกือบพัน

หากต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ผมเลือกที่จะมองหาโรงแรมที่ดูใหม่ สะอาด ราคาห้องพักคืนละ ๕๐๐-๘๐๐ บาท ในขณะที่ เพื่อน “ไฮโซ” ของผม นอนโรงแรมราคาถูกอย่างนั้นไม่ได้ ต้องขอตัวแยกไปนอนห้องสูทในโรงแรมหรู ที่มีทั้งห้องนอนใหญ่ ห้องนอนเล็ก ประดับด้วยเครื่องนอน เครื่องใช้ที่ดูหรูหรา มีห้องนั่งเล่น มีโต๊ะ ทำงาน มีบริการห้องฟิตเนส ซาวน่า สระว่ายน้ำ ราคาห้องพัก คนละ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท

แต่เขาก็เป็นคนบอกกับผมเองว่า ไม่ค่อยมีเวลาได้เข้าไปใช้ บริการต่างๆ ที่โรงแรมจัดเตรียมไว้ เพราะในช่วงกลางวัน ก็มัวแต่ ตะลอนเที่ยวไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ตกกลางคืน ก็เที่ยวคลับ เข้าบาร์ จ่ายทิปให้กับพนักงาน ครั้งละไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บาท

กลับโรงแรม ก็ดึกมากแล้ว ตีหนึ่งที่สอง เมื่อกลับถึงห้องพัก ก็ไม่ได้อาบน้ำในห้องน้ำสวยๆ เพราะต้องรีบเข้านอนด้วยความ อ่อนเพลีย

ไม่ว่าห้องนอนจะเป็นอย่างไร ที่ไม่แตกต่างกัน ก็คือ เมื่อ หลับตานอน ห้องทั้งห้องก็พลันมืดสนิท บรรยากาศในห้องพักราคา คืนละ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ความหรูหราต่างๆ ก็พลันหายวับไปใน ยามหลับตานอน

ทุกวันนี้! ผมยังคงติดใจสงสัยว่า ผมก็มีความสุขกับการ นอนหลับสบายๆ ในห้องพักราคา ๕๐๐ บาท แต่ทำไม เพื่อนของ ผมจึงต้องเลือกนอนในห้องพักราคาคืนละ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท

จึงขอทิ้งคำถามปิดท้ายว่า ทําไม เพื่อนของผมหลายๆ คน ถึงชอบที่จะทำตัวเป็นพวก “ไฮโซ” ทั้งๆ ที่เราสามารถทำใจของเรา ให้มีความสุขได้ กับการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย พอเพียง ด้วยการ “เริ่มต้นวันใหม่อย่างมีความสุข สดใส ตื่นเช้า ยิ้มละไมต้อนรับ วันใหม่กับตัวเองและผู้คนรอบข้าง ทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน มองโลก ในแง่ดี คิดดี ทําให้ชีวิตมีพลัง มีความหวัง พูดชมเชยคนอื่นจากใจ เป็นประจำ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ เป็นผู้ให้อย่างแท้จริง”

เพียงเท่านั้น เราก็สามารถหาความสุขได้ โดยไม่จำเป็นต้อง ใช้ชีวิตอย่างไฮโซ

ตัดบางสิ่งบางอย่างออกไปจากชีวิตบ้างก็ได้ จะได้รู้ว่า ตัดมันออกไป มันก็ไม่ได้ทำให้เราตาย

แต่มันอาจทำให้ชีวิตเราสบายขึ้นตั้งเยอะ

หากคุณตระหนักในเรื่อง “คุณค่า” ก็จะช่วยให้สามารถ ค่าใช้จ่าย ไม่ทำให้เกิดการสูญเสียจาก “การบริโภคเลียนแบบ (Den. onstration Effects)” หรืออย่างที่เขาพูดกันว่า

“ช้างขี้ ขี้ตามช้าง” และจะไม่ทำให้เกิด “การบริโภคเกิน (Over Consumption)” คือบริโภคอย่างไม่พอประมาณ ขาดความ รอบคอบในการบริโภค

หากทุกคนยึดหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ยึดถือ คุณค่ามากกว่ามูลค่า ยอมรับการขาดทุนเพื่อกำไร ก็จะทําให้มีสภาพ เศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนายังยืน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีกระแสพระราชดำรัส ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๐๓ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๐๒ มีใจความส่วนหนึ่งว่า

“ในภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าใคร่จะได้กล่าวถึงความสำคัญของการประหยัด ซึ่งรัฐบาลได้ ชักชวนให้แต่ละคนปฏิบัติ คงจะได้ตระหนักอยู่แล้วทั่วกันว่า การ ใช้จ่ายโดยประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของ ผู้ประหยัดเองและครอบครัว ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้ จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ประหยัดเท่านั้น

ยังจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย ทั้งนี้ โดยที่ประชาชนแต่ละคนเป็นส่วนประกอบของประเทศชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจของ ประเทศชาติ ก็ขึ้นอยู่ที่ฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนพลเมือง ถ้าแต่ละคนทำการประหยัดและช่วยผดุงฐานะของตนเองแล้ว เท่ากับ ได้มีส่วนช่วยส่งเสริมภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นส่วนรวม

ข้าพเจ้าขอฝากความคิดนี้ไว้เพื่อประกอบดำริของท่านทั้งหลายต่อไปด้วย”

“In the economic situation of the country That is currently I would like to mention the importance of saving. Which the government has Persuade each person to practice Probably already realized that spending by saving Will guarantee the integrity of People who save themselves and their families Help prevent shortages in the days ahead Such savings Will have good results not only for the economy

Will also benefit the country as well, where each individual is a component of the nation The economic status of the nation depends on the well-being of the citizens. If each person saves and helps to maintain his or her own position, it will help to contribute to the economic condition of the country as a whole.

I would like to leave this idea to continue your ideas. ”

บทที่ ๗

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๖ สุขภาพดี ชีวีมีสุข

บทที่ ๖

บทที่ ๖

สุขภาพดี ชีวีมีสุข

ความสุข มีได้ง่าย แค่รู้จัก พอ พอเพียง เพียงพอ ก็เกิดเป็นความพอดี

เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า อะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด ของชีวิต บางคนคิดว่าเป็นเงิน บางคนคิดว่าเป็นทอง เป็นเพชร บางคนก็คิดว่าเป็นอำนาจ

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ไม่ใช่ สิ่งที่สูงค่าที่สุดในชีวิตของ พวกเธอคือ สุขภาพและชีวิต

พระพุทธองค์ทรงกล่าวเพื่อนมนุษย์เราไม่ให้ประมาทในการ รักตัวเอง หมายความว่า ต้องดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้สมบูรณ์ แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ เนื่องจากชีวิตนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน บ่อยครั้ง ที่โรคภัยมักจะแวะเข้ามาทักทายโดยไม่ได้รับคำเชิญ และเราก็ไม่ สามารถหลีกพ้นได้

ดังนั้น จึงถือเป็นหน้าที่ของเราในการเอาใจใส่ ดูแลรักษา สุขภาพร่างกายไม่ให้อ่อนแอ มีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน ดัง คำกล่าวที่ว่า

“อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสใน โอกาสขึ้นปีใหม่ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๗ มีใจความบางส่วนว่า

“ขอให้ท่านทั้งหลาย รักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ ถึงแรงอยู่เป็นนิตย์ เพื่อให้สามารถประกอบสรรพกิจการงาน อันเป็นสัมมาชีพได้เต็มกำลัง ทั้งให้ระมัดระวังรักษาสภาพจิตใจของ ตนเองไว้อย่าให้ตกต่ำ หากแต่ประคับประคองบำรุงให้หนักแน่นเข็มแข็ง

ให้ตั้งมั่น ให้สงบแนวแน่ ห่างจากอคติ จากความเห็นแก่ตัว และความประมาทลำพองใจ เพื่อจักได้เกิดสติสมบูรณ์ เกิดปัญญา กระจ่างเฉียบแหลม สามารถขบคิดพิจารณาตัดสินใจในเรื่องราว และปัญหาต่างๆ ทั้งส่วนตัวและส่วนรวมได้โดยถูกต้อง เหมาะสม ทันการและเที่ยงตรง เป็นยุติธรรม”

ทางการแพทย์ได้ให้คำแนะนำที่จะช่วยให้เรามี “สุขภาพดี ด้วย “๕ อ.” คือ

* กินอาหารดี

* อยู่อาศัยในที่ที่มีอากาศดี

* มีจิตผ่องแผ้ว สดใส ฝึกตนให้เป็นคนที่มีอารมณ์ดีเป็นนิจ

* อุจจาระขับถ่ายเป็นเวลา

* และมีการออกกำลังกายที่เหมาะสม สม่ำเสมอ”

ซึ่งจะทำให้ร่างกายมี “ภูมิคุ้มกัน” จากโรคภัยไข้เจ็บ เราก็ จะก้าวสู่ความสุขที่แท้จริง

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยให้ สัมภาษณ์ไว้ที่มูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒ ความว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนว่า ให้อยู่โดยมี ภูมิคุ้มกัน แล้วอย่าประมาท รักษาความพอประมาณไว้รักษาสติไว้ ให้ได้ คิดแค่นี้ชีวิตก็สงบ และมีความสุข

อาหารดี… ชีวีมีสุข

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส พระราชทานเนื่องในการฉลองครบรอบ ๕๐ ปี ของสโมสรโรตารี่ใน ประเทศไทย ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๓ มีใจความบางส่วนว่า

“ชีวิตของแต่ละคนจะต้องประกอบด้วยสิ่งใดสำหรับให้มี ชีวิตอยู่ได้ ถ้าเราคิดสักหน่อยว่า เรามีร่างกายที่จะต้องอุ้มชูตนเอง คือหมายความว่าทุกวันนี้ เราจะต้องหาอาหารมาเลี้ยง ถ้าไม่มีอาหาร เลี้ยงร่างกายนี้ เป็นเวลาหนึ่ง ก็ทำให้ร่างกายซูบผอมและอ่อนเพลีย ลงไป ไม่มีทางที่จะทํางานทำการใดๆ หรือแม้จะทำงานที่ไม่ใช่เป็น งาน คือเล่นสนุกอะไรก็ตาม ก็ไม่ได้ทั้งนั้น คิดอะไรก็ไม่ออก ดำเนิน ชีวิตไม่ได้ ถ้าไม่มีอาหาร”

เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง คุณควรเลือกกินอาหาร ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีโทษ หรือมีผลข้างเคียงให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาภายหลัง

ตามหลักโภชนาการนั้น อาหารมื้อเช้ามีความสำคัญมากที่สุด ควรกินให้อิ่มหนำ ล้ำเลิศรส เยี่ยงพระราชา กินอาหารให้ครบห้าหมู่ และมีปริมาณที่มากพอ เพื่อการตรากตรำทำงานตลอดทั้งวัน

การที่คุณไม่ให้ความสำคัญกับอาหารเช้า คุณก็จะได้รับ คุณค่าทางอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลให้สมองไม่ปลอดโปร่ง ขาดความ กระฉับกระเฉง อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย ทำงานได้ไม่เต็ม ประสิทธิภาพ และเมื่ออายุมากขึ้น คุณก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรค อัลไซเมอร์ หรือโรคความจำเสื่อม

คุณเคยสังเกตตัวเองดูไหมว่า วันไหนที่ไม่ได้กินอาหารเช้า วันนั้น คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเครียดและเกิดอารมณ์หงุดหงิดง่ายกว่า ปกติ

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน พบว่า คนที่กินอาหารเช้าน้อย ลงเท่าไร ยิ่งเกิดความเครียดได้มากขึ้นเท่านั้น และจะกลายเป็นคน ที่มีอารมณ์อ่อนไหว และหงุดหงิดง่าย จนใครๆ ก็เข้าหน้าไม่ติด ไม่อยากเข้าพบ พูดคุย

ผมจึงขอแนะนำให้คุณนอนไม่ดึกจนเกินไป เพื่อที่จะได้ตื่นเช้า สำหรับเตรียมตัวทำกิจวัตรต่างๆ ในช่วงเช้า และหันมาใส่ใจกับการ กินอาหารมื้อเช้า เยี่ยงพระราชา

สำหรับมื้อเที่ยงนั้น ให้กินเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของอาหาร มื้อเช้า ควรจำกัดอาหารที่มีพลังงานมาก ได้แก่ อาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล เช่น ข้าว ขนมปัง ขนมต่างๆ น้ำหวาน น้ำอัดลม ลูกอม เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีแต่แป้งและน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ การกินมากๆ จะทำให้เกิดโรคอ้วนและฟันผุ

นอกจากนี้ ก็ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันมาก เพราะจะทำให้ ได้พลังงานส่วนเกิน ร่างกายเก็บสะสมเป็นไขมัน ทำให้น้ำหนักตัว เพิ่มได้มาก

อาหารมื้อเย็น ควรเป็นอาหารมื้อที่กินให้รู้สึกพออิ่ม กินแต่ เพียงน้อย กินให้แล้วเสร็จก่อนเข้านอนไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง โดย เน้นการรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ เมื่อเข้านอน กระเพาะอาหารจะได้มีโอกาสได้พักการทำงานเช่นเดียวกับอวัยวะ ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้คุณนอนหลับสนิท นอนอย่าง มีความสุข และเพื่อทำความเข้าใจกับวลี “ขาดทุนคือกำไร” ผมขอ นำตัวอย่างใกล้ตัวมาใช้เป็นคำอธิบาย ดังนี้

การที่คุณได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส มัก จะมีการเสิร์ฟอาหารหลากหลายชนิดจนเต็มโต๊ะ ทั้งหมูหัน เป็ดปักกิ่ง ขาหม ไก่ตุ๋นยาจีน กุ้งนึ่งกระเทียมโทน ฯลฯ และยังมีบริการเครื่อง ดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างไม่อั้น ทั้งเหล้า เบียร์ หรือไวน์ยี่ห้อดังๆ ราคาแพงหูฉี่

อาหารเหล่านี้ มีสารคอเลสเตอรอล (Cholesterol ) และ ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) สูง หากรับประทานเข้าไปมากเกินไป จะส่งผลให้เกิดการการตีบของหลอดเลือดแดง เสี่ยงต่อการเกิดโรค หัวใจวายเฉียบพลัน และโรคเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้อย่างฉับพลัน โดยไม่มีโอกาสได้ เอ่ยปากลากับคนที่เรารัก

การไปร่วมงานเลี้ยงใหญ่ๆ อย่างนั้น คุณอาจจำใจต้องใช้ เงินจำนวนมากใส่ซอง ซึ่งหากคิดคำนวณตามหลักเศรษฐศาสตร์ “กำไร-ขาดทุน” บวก ลบ คูณ หารแล้ว คุณต้องรับประทานอาหาร ทุกอย่างบนโต๊ะอย่างไม่เลือก เรียกพนักงานเข้ามาเสิร์ฟเหล้า เบียร์ หรือไวน์มาดื่ม หลายๆ แก้ว เพื่อให้คุ้มกับมูลค่าของเงินที่ใส่ลงไป ในซอง

หากคุณทำเช่นนั้น ผลที่ตามมาคือ คุณจะยิ่ง “ขาดทุน” มาก ขนไปอีก เพราะต่อมาภายหลัง คุณอาจจะต้องประสบกับปัญหาไขมัน อุดตันในเส้นเลือด ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน และโรค เส้นเลือดในสมองแตก ทําให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกลายเป็น คนติดสุรา ผลที่พ่วงตามมา คือโรคตับแข็งำ

แต่! ถ้าคุณเลือกที่จะยึดหลัก “ขาดทุนคือกำไร (Our loss is Our Gain)” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวคือ เลือก กินอาหารบนโต๊ะที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ กินอย่างพอประมาณ ไม่ดื่มเหล้า เบียร์ หรือหากจะดื่ม ก็เลือกดื่มไวน์ซัก ๑ แก้ว พอเป็น ประโยชน์ต่อร่างกาย

ยอมขาดทุนจากมูลค่าเงินที่ใส่ลงไปในซอง เพราะถึงอย่างไร คุณก็จะได้กำไรจากการรักษาสุขภาพ และยังได้รับผลกำไรจากการ รักษามิตรภาพที่ดีกับเจ้าภาพไว้ได้อีกด้วย

(องค์ดาไลลามะ)

บทที่ ๖

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๕ คุณค่าของความสุข ขาดทุนคือ กำไร

บทที่ ๕

บทที่ ๕

คุณค่าของความสุข ขาดทุนคือ กำไร

นักจิตวิทยา กล่าวไว้ว่า ความสุข คือ ความพอใจในชีวิต พอใจในความเป็นอยู่ของเรา..ความสุขอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อ เวลาเปลี่ยนไปแต่ละคนต่างก็มีมูลเหตุแห่งความสุขในชีวิตที่แตก ต่างกันออกไป

ถ้ามองว่า “ลมหายใจ” เป็น “กำไร” จะไม่มีสิ่งใดในชีวิต ที่เรียกว่า “ขาดทุน

หากต้องการเป็นคนที่มีความสุข ควรเริ่มต้นด้วยการยิ้มกับ ตัวเองเมื่อตื่นนอนตอนเช้า มีความสุขกับการที่ได้ตื่นขึ้นมาได้อีก วันหนึ่ง แล้วให้นึกถึงความดีที่เคยทำมาไว้ในอดีต สร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวเอง ระลึกถึงคุณค่าของตัวเองที่ได้เคยทำสิ่งดีๆ เอาไว้ ให้ นึกซ้ำๆ ใจของเราก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจ และเชื่อว่าตัวเองมี ความดี มีความสุข เราก็จะเกิดความอยากมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างสิ่งที่ ดีๆ ให้กับชีวิตต่อไป ต้องอวยพรให้กับตัวเองเสมอๆ ชื่นชมตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นมาชื่นชมเรา อย่าสาปแช่ง หรือคิดตำหนิตัวเอง

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด อยู่กับปัจจุบัน ทำกิจกรรมในวันนี้และ เวลานี้ให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ทุกข์ร้อนหรือคาดหวัง กับผลลัพธ์ของมัน ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ตาม

ขอเพียงชื่นชมในความตั้งใจของตัวเอง การได้ทำอย่างเต็ม ความสามารถของตนเอง และคิดต่อไปว่า ในอนาคตเราจะต้องทำให้ ดีกว่านี้ นอกจากนั้น จะต้องเลิกจดจำ เลิกนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีที่เกิด ขึ้นในอดีต เพราะการจดจำเรื่องราวที่ไม่ดีในอดีตนั้น เป็นเสมือน การไปสะกิดแผลในใจ และจะทำให้เรายิ่งเจ็บปวดมากขึ้น ส่งผลให้ ชีวิตในปัจจุบันไม่มีความสุข

ใช้เวลาที่มี ทำแต่สิ่งดีๆ ให้แก่กันและกันไม่จำเป็นต้องเป็นวันสำคัญ แด่ทำทุกๆ วัน ให้รู้สึกดี มีความสุข

ถ้าทำได้เช่นนี้ เราก็จะเป็นคนที่คิดบวก มองอนาคตในแง่ดี ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ มีความหวังที่ดีในชีวิตตลอดเวลา แล้ว เราก็จะพบว่า โลกนี้มีสิ่งที่ดีงาม และชีวิตเป็นสิ่งที่น่ารื่นรมย์

ตามเนื้อหาและหลักการปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงทรงปลูกฝังแนวพระราชดำริให้ประชาชนรับไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ทรงชี้ให้เห็นความ สำคัญของ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” เพราะมูลค่านั้นขาดจิต วิญญาณ เน้นที่จะตอบสนองต่อความต้องการซึ่งไร้ขอบเขต ซึ่งถ้า ไม่สามารถควบคุมได้ ก็จะมีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่าง ทำลายล้าง ไม่สมเหตุสมผล และจะมีปัญหาที่จะตามมาคือ การ บริโภคที่ก่อให้เกิดความทุกข์หรือพาไปหาความทุกข์ และการบริโภค ที่เน้นมูลค่า จะไม่มีโอกาสบรรลุวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิด “ความ พอใจและความสุข (Maximization of Satisfaction)” ได้เลย

ผู้บริโภคจึงต้องใช้หลัก “ขาดทุนคือกำไร (Our loss is Our Gain)” จึงจะสามารถควบคุมความต้องการที่เกิดจากการ แสวงหาอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดได้

ผลที่ตามมาก็คือ แม้จะขาดทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง แต่จะส่งผลกำไรทางจิตใจ และผลกําไรทางสังคม ก่อให้เกิดความ สุขอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้คุณได้ใช้ชีวิตตามแนว “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ผูกพันเกี่ยวข้องกับทุกๆ คนไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ มี ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่างกันอย่างไร เป็นคนหาเช้ากินค่ำหรือเป็นเศรษฐีมั่งมีเงินทอง ทุกคนสามารถน้อมนำปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ไปประยุกต์ใช้ได้ดีเสมอ

King His Majesty has instilled a royal initiative for the people to continue to practice. Pointed out the importance of “value” rather than “value” because that value lacked the spirit, focused on responding to boundless needs which, if uncontrollable Will have limited use of resources that are destructive, irrelevant And there will be problems that will follow: consumption that causes suffering or take to find suffering and consumption that is worth Will not have the opportunity to achieve the objectives that will cause “satisfaction and happiness “Maximization of Satisfaction”

Consumers must therefore use the principle “Loss is profit (Our loss is Our Gain)” so it can control the demand caused by Seek without limits

The result is Despite some economic losses But will deliver mental profits And social profits Cause Sustainable happiness

บทที่ ๕

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com