บทที่ ๓๔ ความสุขมวลรวม

บทที่ ๓๔

บทที่ ๓๔

ความสุขมวลรวม

ในขณะที่เพื่อนข้าราชการคนอื่นได้ไปศึกษาดูงานที่ยุโรปหรือ สหรัฐอเมริกา ผมกลับรู้สึกโชคดีกว่าที่ได้ไปศึกษาดูงานด้าน การเกษตรที่ราชอาณาจักรภูฏาน “ดินแดนของมังกรสายฟ้า (Land of the Thunder Dragon)” ในปี ๒๕๕๔

ผมคิดว่า การเดินทางไปยุโรปและอเมริกานั้น มีเงิน ก็ ไปได้ทันที แต่โอกาสที่จะไปภูฎาน นั้นยากมาก เพราะเขาจำกัด จำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละปี และมีเพียงสายการบินเดียวที่บินไป ภูฎาน คือสายการบินแห่งชาติ “ดรุ๊กแอร์”

โดยความเป็นจริงแล้ว การพัฒนาด้านการเกษตรของ ประเทศไทยเจริญรุดหน้ากว่าของภูฏานมาก แต่สิ่งที่ปลุกเร้าให้ผม อยากไปศึกษาดูงานที่ภูฎาน ก็คือ การได้ไปดูให้เห็นกับตาว่า เขา ทำกันอย่างไร จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า… ชาวภูฏานเป็น ประชากรที่มีความสุขอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก ทั้งๆ ที่อาศัยอยู่ ในประเทศที่ถูกจัดอยู่ในประเทศที่ยากจนเป็นลำดับที่ ๑๙๑

เมื่อเดินทางไปถึงภูฎาน คำตอบแรกที่ผมได้รับและทำให้ผม รู้สึกทั้งในแนวนโยบายของรัฐบาลภูฎาน ก็คือ ชาวภูฏานทุกคนจะ มีที่ดินทำกินที่รัฐบาลจัดสรรให้ ๑๐ ไร่ ภายใต้การปกครองที่มุ่งการ พัฒนาให้ประชาชนมีความสุขมากกว่าอย่างอื่น

ประเทศภูฏานได้สร้างแนวคิดใหม่ ในการนิยามความเจริญ ก้าวหน้าแบบองค์รวม โดยการวัดความอยู่ดีมีสุขที่แท้จริงมากกว่าการบริโภค ซึ่งทำให้ภูฎานกลายเป็นผู้นำในการเผยแพร่แนวคิดเรื่อง “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness : GNII) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ริเริ่มโดยกษัตริย์จิกมี (King Jigme Singye Wangchuck) แห่งภูฏาน ตั้งแต่วันแรกที่พระองค์ทรงขึ้น ครองราชย์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕

“ความสุขมวลรวมประชาชาติ” ไม่ใช่เป็นเพียงปรัชญาที่ เลื่อนลอย แต่เป็นการดำเนินการปกครองที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมี คุณภาพชีวิต มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องหวังพึ่งพาการพัฒนา จากต่างประเทศมากเกินควร

ดัชนีชี้วัดการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขของชาวภูฎาน ทำให้ ประเทศภูฏานมีระบบเศรษฐกิจที่มุ่งรักษาวัฒนธรรมและค่านิยมทางพุทธศาสนาไว้ได้ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยเป็นการวัดการพัฒนาประเทศ ที่ไม่ได้เน้นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เน้นที่ “ความสุข” ที่แท้จริงของคนในสังคม

รัฐบาลภูฏานเล็งเห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจ มิได้เป็นเพียง ปัจจัยเดียวและปัจจัยสำคัญที่สุดของความสุข การมุ่งพัฒนา เศรษฐกิจอาจทำให้เกิดผลเสียหายต่างๆ มากมาย ทั้งความไม่เป็น ธรรมทางสังคม การสูญเสียความสมดุลทางธรรมชาติ และมลภาวะ แวดล้อมเป็นพิษ แนวคิดเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติของภูฏาน ยึดหลักว่า การพัฒนาสังคมมนุษย์ที่แท้จริงเกิดจากการพัฒนาทาง ด้านวัตถุและจิตใจควบคู่กันไป เพื่อเติมเต็มและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ความสุขมวลรวมในบริบทของประเทศภูฏาน จึงเป็นรูปแบบ ของการพัฒนาที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ประชากรทุกคน มีโอกาสพบความสุขได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยมีหลักการสำคัญ ๔ ประการ เป็นเสาหลักแห่งความสุขทั้งสี่ (Four pillars of happiness) คือ

เสาหลักที่ ๑ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน (Sustainable Economic Development) รัฐบาลใช้ความสุข ของชาวภูฏานเป็นตัวตัดสินในการเข้ามาของระบบทุนนิยม ไม่ใช่วัด กันที่จำนวนเงินและทรัพย์สินที่เป็นวัตถุสิ่งของ เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืนและเสมอภาค ระหว่างการตระเวนไป ตามมณฑลต่างๆ ของภูฏาน สิ่งที่ผมสังเกตได้คือ สภาพบ้านเมือง ที่เต็มไปด้วยศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากทิเบต มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เต็มไปด้วยสีสันและลวดลายสะดุดตา บ้านเรือนมีรูปทรงทาง สถาปัตยกรรมและขนาดที่ใกล้เคียงกัน จนยากที่จะจำแนกได้ว่า บ้านหลังใดเป็นของเหล่าเศรษฐีมีเงิน หรือเป็นบ้านพักของเกษตรกร

ที่สำคัญคือ ผมไม่เคยสังเกตเห็นบ้านเรือนสไตล์ยุโรป สไต สเปน หรือสไตล์อื่นๆ ที่ผิดแผกแตกต่างกัน อย่างที่พบเห็นได้ง่าย ในเมืองไทยของเรา

ไปภูฎานคราวนั้น ผมยังจดจำความประทับใจที่เกิดกับผม คือ รอยยิ้มบนใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของชาวภูฎาน ศิลป วัฒนธรรม และลักษณะอาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว และมีความเท่าเทียม ไม่พบความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน

ผมพยายามเดินหาร้าน ไก่ทอด “KFC” ร้านแฮมเบอร์เกอร์ “Berger King” และร้าน “McDonald’s” หรือแม้แต่จะตระเวนหา ซื้อของใช้ส่วนตัว เล็กๆ น้อยๆ ตามร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven” มองไปทางไหน ก็หาไม่เจอ แม้ว่าเราจะเดินหากันจนเหนื่อยล้าแล้ว ก็ตาม

เสาหลักที่ ๒ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Conservation of Environment) ภูฎานได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาประเทศว่า จะต้องไม่ทำลายความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ จึงยกเลิกกิจการค้าไม้กับต่างชาติ ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ป่าไม้ และปลูกต้นไม้เพิ่มเติมทุกๆ ปี สัตว์ป่าก็ได้รับการ ดูแลอย่างดี โดย ๒๖% ของพื้นที่ประเทศ ถูกจำกัดให้เป็นเขต อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า

The important thing is that I have never noticed European style houses, Spanish styles or other styles. Which is different As can be seen easily In our country of Thailand

Went to Bhutan at that time I still remember the impression that caused me to be a smile on the face of the happiness of the people of Bhutan. Arts and culture and unique house styles And equal No differences were found between the rich and the poor.

I tried to find a fried chicken shop “KFC”, “Berger King” hamburger shop and “McDonald’s” shop, or even patrol. Buy small personal items at the 7-Eleven convenience store. “Look where you can’t find it, even if we walk together to get tired.

บทที่ ๓๔

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๓๓ การให้อภัย

บทที่ ๓๓

บทที่ ๓๓

การให้อภัย เป็นการแสดงออกถึงความรัก แม้แต่ตัวเราเอง บางครั้งก็ยังพลั้งเผลอทำผิดพลาดไป หากเราไม่รู้จักปลดปล่อยตัวเอง จากความรู้สึกผิด ที่ติดค้างอยู่ในใจ ไม่ให้อภัยตัวเอง ก็เท่ากับว่า เราไม่รักตัวเอง เนื่องจากจิตใต้สํานึกที่บันทึกความผิดของเราไว้ เป็น ตัวปิดบังจิตไม่ให้รับสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเข้ามา

ใครบางคนอาจทำสิ่งไม่ดีโดยไม่ได้ตั้งใจ สิ่งไม่ดีนั้นไม่ได้ หมายถึง เพียงความชั่ว ความเลว แต่หมายรวมถึง สิ่งที่ไม่เหมาะสม สิ่งที่ทําแล้วส่งผลลบกับบุคคลอื่น ทำให้เกิดความทุกข์ ความไม่พอใจ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม

เพื่อนบ้านของผมคนหนึ่ง บ้านของเราอยู่ชิดติดกัน มีความใกล้ชิดสนิทสนม เหมือนดั่งเป็นคนครอบครัวเดียวกัน เธอมีบุตรสาวคนหนึ่ง ที่รักและมีเมตตาสัตว์เลี้ยงทุกชนิด วันนั้น ขณะที่ผม กำลังรดน้ำต้นไม้ พลันได้ยินเสียงสุนัขร้อง สักครู่ก็มีเสียงของ ลูกสาวที่ต่อว่าคุณแม่ของเธอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงว่า “แม่เป็นคนเลว ทำไมต้องไปตีสุนัขด้วย”

“ลูกพูดอย่างนั้นได้อย่างไร ขอโทษแม่เดี๋ยวนี้นะ ระวังนรก จะกินหัวเอา” ผมได้ยินเสียงเพื่อนบ้านพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจที่ถูกลูกต่อว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

ผมไม่ได้ยินเสียงโต้ตอบจากลูกสาว ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ บรรยากาศรอบข้าง มีแต่ความเงียบที่น่าอึดอัด ลำบากใจเวลาผ่านไปสักครู่ เพื่อนบ้านก็เดินมาหา ผมเปิดประตูรับ เธอเข้ามา ด้วยรู้ดีว่า เธอคงต้องการได้รับคำแนะนำ และคำพูด ปลอบโยน

เธอถามว่า ควรทำอย่างไรกับลูกสาวคนนี้ จะพูดจาถึงขั้น แตกหักดีหรือไม่ เพราะหากไม่พูดกันให้รู้ดีรู้ชั่ว ก็เกรงว่า ลูกสาวจะมีบาปติดตัวไปตลอดชีวิต

“ใจเย็นๆ” ผมพูดเตือนสติเธอ “หากคุณขึ้นเข้าไปพูดในขณะ ที่ต่างก็มีมิจฉาฐิติ คงพูดกันไม่รู้เรื่อง คุณพูดไป ลูกสาวก็คงเถียง กลับมา เขาก็จะยิ่งมีบาปติดตัวมากขึ้น สู้อภัยให้เขาไม่ดีกว่าหรือ! เด็กสมัยนี้ไม่รู้หรอกว่า คำว่า “เลว” นั้น มันรุนแรงเกินไปสำหรับ คนที่เป็นแม่ สำหรับเขา คงเป็นเพียงแค่คำพูดที่เคยได้ยินมาจากใน หนัง ในละคร คำพูดเหล่านี้ เป็นคำที่ใช้พูดกันในโลกของสังคม ออนไลน์ ลูกคงไม่ได้คิดว่า “แม่เป็นคนเลว” ตามความหมายของคุณ”

“แล้วคุณพี่จะให้หนูทำอย่างไร จะปล่อยไปเฉยๆ หรือยังไง”

ผมให้คำตอบว่า “ไม่หรอก แต่ขอให้ทั้งสองฝ่ายมีอารมณ์ดี กว่านี้ก่อน จึงค่อยพูดจากัน” และยังถือโอกาสแนะนำว่า “ขอให้ตั้ง สติ พูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบๆ อย่าพูดด้วยอารมณ์โกรธ ขอให้บอกกับเธอว่า คุณไม่ได้ตั้งใจตีสุนัขให้มันเจ็บ เพียงเอื้อมือขี่มัน ปราม ไม่ให้มันเข้าไปคุ้ยเขี่ยหาอาหารกินในถังขยะ การที่ลูกใช้คำว่า “เลว”

กับแม่นั้น มันบาปมาก ต่อนี้ไป ขออย่าได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงอย่างนั้นอีก ขอให้ระมัดระวังคำพูดมากกว่านี้ ครั้งนี้แม่ให้อภัย และอโหสิกรรมให้”

การเตือนสติให้สำนึกได้ คือ ความหมายของการให้อภัย

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป ลองตอบคำถามต่อ

ไปนี้ดูก่อน

“เราจะบีบแตรใส่คนที่ยืนยึกยักอยู่ริมถนนแยกที่ผ่านมา หรือเปล่า ถ้าเรารู้ว่าเขาใส่ขาเทียม เราจะเบียดชนคนข้างหน้าที่เดิน ช้ามากหรือไม่ถ้าเรารู้ว่าเขาเพิ่งตกงาน เราจะจำคนที่แต่งตัวเชยหรือ ไม่ ถ้ารู้ว่าเขามีชุดเก่งแค่เพียงชุดเดียว เราจะรำคาญสาวโรงงานที่มา เดินสยามพารากอนหรือไม่ ถ้าเรารู้ว่านั่นคือการฉลองวันเกิดของเธอ เราจะหมั่นไส้ลุงที่ทำตัวหนุ่มฟ้อหัวเราะดังลั่นคนนั้นหรือไม่ ถ้ารู้ว่าแกเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย”

เรารู้อย่างชัดเจนเสมอว่า เรากำลังเจอกับอะไร แต่เราไม่มี วันรู้หรอกว่า คนที่เราเจอ เขากำลังเจอกับอะไร

“โลกกว้างกว่าเงาของเรา และโลกก็ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา คนเดียว”

จงมีสติที่จะรู้ว่า เราได้ทําอะไรออกไป และสิ่งที่เราทำไปนั้น มันทำให้คนอื่นๆ รู้สึกอย่างไร ถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะช้าไปนิด แต่ นั่นก็ยังดีกว่าที่เราจะไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ทำผิด

เมื่อเกิดการสำนึกรู้แล้ว เราก็ควรฝึกให้อภัย ทั้งอภัยต่อ ตัวเอง และอภัยต่อคนอื่นที่เราคิดว่าเขาเป็นต้นเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น หากทําได้อย่างนั้น เราก็จะรับรู้ได้ซึ่งความสุขอันเกิดจากการให้อภัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีกระแสพระราชดำรัส ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๒๖ เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ ดังมีใจความบางส่วนว่า…

“ขอให้ทุกคนพยายามรักษาจิตใจใฝ่ดีใฝ่เจริญนี้ไว้ ให้ถาวร หนักแน่น ถ้ามีสิ่งไรที่เป็นปัญหาขัดแย้งเกิดขึ้น ขอให้หันหน้าเข้าหากัน เพื่อทำความเข้าใจตกลงกันให้ได้ด้วยเหตุผล ด้วยความเป็นญาติ เป็นมิตร และเป็นไทยด้วยกัน ไม่ควรประมาทปล่อยให้เหตุการณ์ ยืดเยื่อลุกลามจนเป็นเหตุให้แตกความสามัคคี

“The world is wider than our shadow. And the world doesn’t turn around us alone. “

Be aware that What have we done? And what we did It makes other people how do you feel Although sometimes it is a bit slow, but it’s still better for us to not realize that it’s wrong.

When consciousness is realized We should train to forgive, forgive ourselves, and forgive others that we think he is causing. If done so We will be able to recognize the happiness caused by forgiveness.

His Majesty the King His Highness On the occasion of the New Year’s Eve, 2526 on Friday 31 December 1982, there is a partial sense that …

“Let everyone try to maintain this spirit, keep pursuing this prosperity, to be permanently, firmly, if there is anything that is a controversial issue. Let’s face-to-face In order to understand and agree for a reason With a relative, friendly and Thai together Should not be underestimated, leave the event Stretch the membrane until it causes cracking of unity.

บทที่ ๓๓

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๓๒ ความสุข ที่เกิดจากการให้

บทที่ ๓๒

บทที่ ๓๒

เมื่อความสุขเกิดขึ้นเองอย่างมีสติ ไม่เกี่ยวเกาะผูกพันเป็นทาสของวัตถุและอารมณ์ “ปัญญา” ก็บังเกิด เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ยึดถือไม่ได้ และไปหลงใหลด้วยไม่ได้ เราต้องปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงนั้นให้ถูกต้อง ด้วยการเว้นจากการทำชั่ว ไม่ละโมบ โลภหลงด้วยกิเลส ไม่ผิดศีลธรรม

คนเรานั้น มีความรู้สึกที่แตกต่างกันอยู่เพียงสองอย่าง คือ พอใจกับไม่พอใจ หากมีความเข้าใจต่อสรรพสิ่งทั้งหลายที่ เปลี่ยนแปลงไปตามความเป็นจริง ก็จะบันดาลให้เป็นความสุขที่จีรัง ยั่งยืนกว่าความสุขที่ต้องดิ้นรน แสวงหามาใส่ตัวเป็นไหนๆ

ความสุข ที่เกิดจากการให้

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบหา ผู้ให้ของชอบใจ ย่อมได้ของชอบใจ ผู้ให้ของดีเลิศ ย่อมได้ของดีเลิศ ผู้ให้ของประเสริฐ ย่อมถึงฐานะอันประเสริฐ ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข

ด้วยเหตุที่เมื่อให้ออกไปแล้ว ย่อมมีผลเป็นความสุขที่ “ยิ่งให้ ยิ่งได้”

“ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองร่ำรวยหรือไม่… ให้ดูที่ “ใจ” ของตัวเอง ว่าเริ่มแบ่งปันให้กับคนอื่นได้หรือยัง เพราะถ้ารู้จักการแบ่งปัน แม้ว่า จะเป็นคนที่มีฐานะต่ำต้อย ก็ถือว่า เป็นคนรวยได้ แต่ถ้ามีเงินเป็น หมื่นล้าน แสนล้าน แล้วไม่เคยคิดแบ่งปันให้ใคร อย่างนั้นก็ถือว่า ยังจนอยู่”

หลายคนให้เงินกับคนขอทาน แต่เมื่อให้ไปแล้ว กลับมาคิด วิตกจริต ว่า ขอทานคนนั้น อาจจะมีเงินเก็บมากมาย แต่แกล้งทำตัว เป็นขอทาน หากจิตคิดอกุศลอย่างนั้น แทนที่จะได้รับผลบุญจาก การให้ทานอย่างที่ควรจะได้ผลบุญก็ลดทอนลงไป เพราะใจไม่เป็น ปกติสุข ไม่สามารถอนุโมทนาบุญได้ ตามที่ควรจะทำ

การให้เงินกับคนขอทานนั้น ผมให้เพื่อมุ่งสงเคราะห์แก่คน ตกทุกข์ได้ยาก ให้ด้วยความกรุณา ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ ให้เพื่อ ยังประโยชน์กับคนที่มองเห็นว่า เขายากจนขัดสนกว่าผม ผมจึง “ให้” โดยปราศจากข้อสงสัยว่า เบื้องหลังแล้วเขาจะเป็นคนอย่างไร เพราะที่เห็นอยู่เบื้องหน้าขณะนั้น คือ คนที่นั่งอยู่บนพื้นถนนที่แสน จะสกปรก ท่ามกลางเปลวแดดแผดเผา และกลิ่นควันจากท่อไอเสีย ของรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา คิดแต่เพียงว่า ผมกําลังให้ทานด้วยความตั้งใจจริง เมื่อคิดได้อย่างนั้น ใจของผมก็มีความสุขผ่องแผ้วจาก การให้ทาน

หากทุกคนเดินผ่านเลยไป โดยไม่มีใครคิดให้ทาน คิดหรือ ไม่ว่า หากเขายากจนจริงๆ เป็นผู้ด้อยโอกาส เพราะสังคมไม่เคย เปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีงานทำเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ หากทุกคนต่างเพิกเฉย แล้วเขาจะได้เงินจากที่ไหนไปซื้อข้าวสารกรอกหม้อ

หลายคนใช้เงินหาซื้อความสุขใส่ตัว ซื้อเหล้า ซื้อบุหรี่ ให้ทิป กับนักร้องครั้งละหลายบาท กลับไม่เคยคิดติดใจ สงสัยในการ กระทำของตัวเองว่า สมควรหรือไม่ที่ทำไปเช่นนั้น เมื่อควักเศษเงิน ในกระเป๋าให้กับคนขอทาน กลับคิดแล้วคิดอีก กลัวเสียเหลี่ยม กลัว ถูกหลอก

อีกหลายคน เริ่มเกิดความรู้สึกไม่แน่ใจที่จะทำบุญตักบาตร กับพระ เพราะสื่อมวลชนประโคมข่าวเรื่องชายห่มผ้าเหลือง ที่ทำตัวเป็นพระทุศีล

สำหรับผม คิดแต่เพียงว่าของที่ให้แล้ว ชื่อว่านำออกไป อย่างดีแล้วจากใจของเรา ให้ทานโดยมีวัตถุประสงค์ในการคลายความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว ความโลภในจิตใจ

ในการทำบุญตักบาตรนั้น ใจของผมมุ่งบูชาพระสังฆคุณ โดยไม่คิดเจาะจงว่า ภิกษุที่กำลังยืนรับบิณฑบาตอยู่นั้น จะเป็น อย่างไร เพียงกำหนดใจตัวเองว่า ผมกำลังทำบุญตักบาตร ด้วย จิตใจที่เป็นทาน ด้วยมีความเชื่อที่ว่า “ของที่ให้ไปแล้ว ชื่อว่าออกผลเป็นความสุขแล้ว ส่วนของที่ ยังไม่ได้ให้ ยังไม่มีผลเช่นนั้น”

“อภัยทาน” เป็นทานบารมีที่สูงส่ง การให้อภัย เป็นการฝึก จิต ชำระใจในการยุติปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากความไม่ชอบ ความไม่ พอใจ ความไม่เข้าใจ เป็นการชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีออกจากใจ

“การให้อภัย” พูดง่าย แต่ทํายาก แต่แม้จะยากก็ควรทำ เพราะการให้อภัยเป็นคุณประโยชน์แก่เรา แก่เขา

การให้อภัย เป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของผู้มีปัญญา

For I think only that “The item has been given The name is taken out well “from our hearts to eat with the purpose of loosening selfishness Greed in the mind

In making merit and offering food to monks My heart is devoted to worshiping the Sangha Without specifying that How will the monk who is standing to receive alms? I am making merit with alms. With the belief that “Items given The name of the result is happy, and the items that have not yet been made have no such effect. “

“Apayan” is a noble grace. Forgiveness is a spiritual practice to end problems. Caused by dislike, dissatisfaction, and misunderstanding It is a cleansing of bad things from the heart.

“Forgiveness” is easy to say but hard to do. But even difficult, it should be done. Because forgiveness is a benefit to us.

Forgiveness is a great victory for the wise.

บทที่ ๓๒

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๓๑ ความทุกข์ เปรียบเหมือนก้อนหินขรุขระ

บทที่ ๓๑

บทที่ ๓๑

ความทุกข์ เปรียบเหมือนก้อนหินขรุขระที่คุณนำมากำเอาไว้ในมือ เมื่อกำเอาไว้นานๆ ก็จะรู้สึกได้ว่า มันหนักขึ้นทุกขณะ และ หากจดจ่อมากไป คุณยังเพิ่มแรงบีบเข้าไปด้วย ยิ่งบีบแรงๆ ก็ยิ่ง รู้สึกเจ็บ

สู้ขว้างทิ้งออกไปไม่ดีกว่าหรือ

เมื่อปล่อยวาง ความทุกข์ก็จางจากไป ทำให้พอจะมีเนื้อที่ว่างเกิดขึ้นภายในใจของคุณ เพื่อความสุขจะได้เข้ามาแทนที่ ปล่อย ใจให้ว่าง เพื่อรอรับการกลับมาของความสุขไม่ดีกว่าหรือ อย่าเสียเวลาเก็บความทุกข์เอาไว้ในใจนานๆ เพราะชีวิตของเรานั้นช่างสั้น เหลือเกิน

“บางอย่าง แค่คิด ก็มีความสุข บางอย่าง คิดแล้วสนุก ก็คิดกันไป บางอย่าง คิดแล้วทุกข์ จะคิดทำไม ทุกอย่าง ไม่ได้ขึ้นกับใคร อยู่ที่ใจของเรา…คิดไปเอง”

หากคุณยังมองไม่เห็นภาพ ขอแนะนำให้ลองไปหาเพลง “ก้อนหินก้อนนั้น” มาฟัง โดยเลือกฟังเพลงต้นฉบับซึ่งขับร้องโดย คุณ “โรส ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์” ที่มีคุณ “นิติพงษ์ ห่อนาค เป็นผู้แต่งเนื้อร้อง และมีคุณ วีรภัทร์ อึ้งอัมพร” เป็นผู้ให้ทำนอง

“เคยมีใครสักคน ได้บอกฉันมา ว่าเวลาใครมาทำกับเรา ให้เจ็บช้ำใจ ลองไปเก็บ ก้อนหินขึ้นมาสักอัน ถือมันอยู่อย่างนั้น และบีบมันไว้ บีบให้แรงจนสุดแรง ให้มือทั้งมือ มันเริ่มสั่น ใครคนนั้นยิ้มให้ฉัน ถามว่าเจ็บมือใช่ไหม

ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทําตัวของเธอเอง ให้เธอคิดเอาเองว่าชีวิตของเธอ เป็นของใคร ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ ถูกเขาทําร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง

ใครมาทำกับเธอ ให้เจ็บหัวใจ ก็แค่ให้ ก้อนหิน ก้อนนั้น ให้เธอรับมา เพียงเธอจับมันโยน ให้ไกลสายตา หรือเธอปรารถนา จะเก็บมันไว้ หากยิงยอม ยิ่งแบกไป หัวใจของเธอก็ต้องสั้น หากยังทําตัวแบบนั้น ถามว่าปวดใจใช่ไหม”

ความสุขจากการปล่อยวางนี้ เปรียบได้กับร่างกายของเราที่ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน จึงเป็นภาวะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขสมบูรณ์อยู่ในตัว

สิ่งทั้งหลายมีความเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ตายตัว เป็นเรื่อง ธรรมดา ร่างกายของเราเมื่อจุติขึ้นมา ก็ย่อมต้องเผชิญกับโรคภัยไข้ เจ็บ สังขารมีอันร่วงโรยไปตามวัย และสุดท้ายก็มีอันต้องดับไป

ในเมื่อมีความมืดก็ย่อมมีความสว่าง มีสุข ก็ย่อมมีทุกข์ หมุนเวียนกันไป ตามภาวะจิตใจของแต่ละคนในขณะนั้น

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน ไม่มีลักษณะอันใดที่จะทำให้เรายึดถือได้ว่า มันเป็นตัวเรา ของเรา

“สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

เกิด แก่ เจ็บ ตาย

สิ่งทั้งหลายไม่ใช่ของเรา ไม่ควรยึดติดให้เป็นทุกข์”

ขอเพียงคุณตระหนักว่า “สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงไม่เที่ยง สิ่งปรุง แต่งทั้งปวงเป็นทุกข์ สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน” แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึง ความหมายของการ “ปล่อยวาง”

“There was someone who told me that when someone came to hurt us, try to collect a stone. Hold it like that and squeeze it, squeezing it to the extreme. Let the whole hand start to shake, that person smiles at me Asked if the hand hurt, right?

Nothing to hurt you Can be equal to you doing yourself Let her think of her life as a person. Nothing will hurt her. If you don’t accept it Was wronged by him Because her heart carried it herself

Who came to do with her to hurt the heart, just let the stone let her pick it up. You just catch it, throw it to the eye, or she wishes to keep it. If still doing that Ask if heartache, right? “

Happiness from this release Comparable to our bodies at Free from disease Therefore is a condition that is full of happiness in itself

All things are unstable, fixed Would inevitably have to suffer from sickness And finally there must be extinguished

When there is darkness, there is light and happiness. There will be suffering. Circulate According to the mental state of each person at that time

Everything has no meaning of materiality. There is no characteristic that will allow us to adhere to that. It is our self

บทที่ ๓๑

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๓๐ จงชนะความชั่ว ด้วยความดี

บทที่ ๓๐

บทที่ ๓๐

ในเมื่อจะเป็นของเขา ก็ปล่อยให้เขาได้ไป ยินดีกับความสำเร็จของเขา ในขณะเดียวกัน ก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองบกพร่อง ขาดแคลน ไม่เป็นไร ในเมื่อวันนี้ยังไม่ได้ วันต่อไปก็ยังพอมีโอกาส ไม่คิดย่อท้อ คิดแต่เพียงว่า ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุดต่อไป

“ปัญหาต่างๆ ของชีวิต ผ่านมาแล้ว ก็ผ่านไป ความทุกข์ยากที่เราคิดว่า มันแสนสาหัสสำหรับเราในวันนี้ ในวันข้างหน้า เรา อาจรู้สึกว่า มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”

หลายๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามา ผมได้แต่เพียงคิดว่า มันเป็นกรรมเก่า บางสิ่งที่ถูกแย่งชิงเอาไป ก็คิดปลงใจได้ว่า ในชาติก่อน ผมคงเคยแย่งชิงของเขามาก่อน ชาตินี้จึงถูกเขาแย่งชิงกลับไปบ้าง

ความทุกข์ที่เกิดจากการถูกแย่งชิง ผมยอมรับว่า มีแต่เป็น เพียงชั่วครู่ชั่วยาม ไม่คิดที่จะเก็บไว้ให้เป็นความทุกข์ นานเกินกว่า ๒๔ ชั่วโมง เพราะไม่มีประโยชน์อันใดที่จะแบกรับไว้นานๆ

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ภรรยาของผมถูกฉ้อโกงเงินไปกว่าแสนบาท โดยคนที่เคยรู้จักแต่ไม่คุ้นเคย

สองคนเจอกันระหว่างการเดินออกกำลังกายตอนเช้า พูด คุยกัน ตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน เขาเล่าให้ภรรยาของผม ฟังว่า ธุรกิจที่ทำอยู่เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง กำลังเดือดร้อน จึง อ้อนวอนขอยืมเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ภรรยาของผมเป็นคนใจอ่อน จึงให้เขายืมเงินไปง่ายๆ

เขาผ่อนเงินให้เดือนละ ๕,000 บาท ทำมาได้เพียง ๓ เดือน ก็หนีหน้าจากไป ผมได้แต่พูดปลอบใจภรรยา (และคิดปลอบ ใจตัวเองด้วย) ว่า “ให้คิดเสียว่า การที่ให้เขายืมเงินไปง่ายๆ อย่างนั้น คงเป็นเพราะชาติก่อนเราคงเคยเอาเงินของเขามา ชาตินี้เขาจึงกลับ มาทวงคืน ไม่เป็นไรเมื่อเขาอยากได้ก็ให้เขาไป ถือเสียว่าเป็นการ ทำบุญครั้งใหญ่ก็แล้วกัน เราเองก็ไม่ถึงกับเดือดร้อนมากนัก กับการ สูญเสียเงินก้อนนั้นไป เขาคงเดือดร้อนกว่าเราแน่ๆ อย่าจองเวร แผ่เมตตาให้กับเขา ขอให้เราหมดเวรหมดกรรมที่เคยมีต่อกันเพียง ชาตินี้ เกิดชาติหน้า เราจะได้เพื่อนดีๆ เพิ่มขึ้นอีก ๑ คน เพื่อนที่ไม่ คิดเบียดเบียนซึ่งกันและกัน”

ผมสอนเธอว่า “ครั้งต่อไป หากมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นอีก ขอให้ปรึกษากันก่อน จะได้ช่วยกันคิดก่อนตัดสินใจ”

ผมไม่ได้ตัดพ้อต่อว่าภรรยาในเรื่องที่เกิดขึ้น จริงอยู่ เราต่าง ก็เสียดายเงินที่ถูกฉ้อโกงไป แต่จะมีประโยชน์อะไรที่จะมาทะเลาะ กันให้ต้องสูญเสียมากกว่านี้ สู้ถนอมความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันเอาไว้ ดีกว่า เงินทองเป็นของนอกกาย แม้จะหาได้ยาก แต่เมื่อเสียไปแล้ว ก็ให้ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน ย่อมมีค่า มากกว่าเงินทองที่เสียไป

“จงชนะความชั่ว ด้วยความดี ชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ เวร ไม่เคยระงับได้ ด้วยการจองเวร”

When will be his Let him go Pleased with his success Meanwhile Did not feel that he was deficient. The next day I still had the opportunity to not think short of thought. Must continue to do today the best

“The problems of life come and pass. The misery that we think It was very hot for us today. In the days ahead, we may feel that it’s just a little matter. “

Many things that have come through I can only think that It is old karma Something that was hijacked Was able to think that in the past, I would have fought before him. This nation has been hijacked by him.

The suffering caused by the hijacking, I admit that there is only a moment. Do not think to be kept as a suffering for more than 24 hours because there is no benefit to bear for a long time

There was one time that my wife had been fined more than a hundred thousand baht. By people who have known but are not familiar

บทที่ ๓๐

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๒๙ ความสุขจากการปล่อยวาง

บทที่ ๒๙

บทที่ ๒๙

ความสุขจากการปล่อยวาง

“แบกไว้ มันก็หนัก

วางไดมันก็เบา

ยึดเอา มันก็ทุกข์

สุขเพราะ ปล่อยวาง”

ความสุขจากกการปล่อยวางนี้ เป็นความสุขที่ผ่อนคลายราบเรียบ ไม่มีข้อจำกัด ไม่มีสิ่งที่มาเป็นอุปสรรคกีดกั้น เป็นความรู้สึกที่โปร่งเบา ไม่ยึดติด ไม่คับแคบ เปิดกว้าง ไม่เป็นควาสุขเฉพาะตน แต่ยังเป็นความเมตตา แผ่ความรู้สึกรักใคร่ ปราถนาดีไปยังเพื่อนมนูษย์และสรรพสัตว์ทั่วหน้า เป้าความสุขที่มีจิตรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่นด้วยความกรุณา มีมทิตาจิตร่วมบันเทิงใจต่อความสำเร็จ ความรุ่งเรืองของผู้อื่น และมีอุเบกขา ไม่มีความรู้สึกขาดแคลน มีแต่ความแช่มชื่นเบิกบาน

ทุกคีั้งที่ถูกผู้อื่น แย่งชิงบางสิ่งที่เราควรจะได้รับ

ลำดับแรกที่ผมทำ ก็คือ ปล่อยวางและให้อภัย

การรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความสุขที่โปร่งเบา ไม่ยึดติด

Happiness from release

“Carrying it is heavy
Put it, it’s light.
Take it, it suffers
Happy because letting go “

Happiness from this release Is a relaxed, smooth, smooth No restrictions There is no obstacle. Is a feeling that is light, light, not attached, not cramped, wide open, not a unique happiness But still a mercy Spreading love feelings Looking forward to friends, men and animals throughout the page. The goal of happiness that has the mind to perceive the suffering of others with kindness Mimtita Jit joined the fun of success. The glory of others and with equanimity, there is no shortage of feelings. Only cheerful joy

Every set that has been taken by others Usurp some things that we should receive

The first order I did was release and forgive.

Knowing, Winning, Knowing, Forgiving

Makes me feel happy, transparent, light, not attached Thailand has a great flood. Almost every household has been shaken. Suffering to stay with the water, I think it’s good too. That makes it possible to see Thai people Turned back and loved Connect with each other Help each other Do not divide the division. Forget the yellow shirt, red shirt Make the country calm Go for a while And make all parties turn to revisit the lesson If such situations occur again in the future

บทที่ ๒๙

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๒๘ ความสุขอันเกิดจากจากความปราถนาดี

บทที่ ๒๘

บทที่ ๒๘

ความสุขเกิดจากความปราถนาดี

จากภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลายๆ ครั้งในประเทศไทย… หากเรานำมาใช้เป็นบทเรียนในรการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ ใช้เป็นจุดรวมใจของคนไทยทั้งชาติให้เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็จะเป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนความทุกข์ให้กลับเป็นความสุข อันเกิดจากความปราถนาดีที่มีต่อกัน 

การเกิดมหาตภัยแหลมตะลุมพุก ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕ เป็นที่มาของการจัดตั้งมูลนิธิราชประชาสงค์เคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และยังเป็นที่มาของโรฃงเรียนราชประชานุเคราะห์กว่า ๔๐ แห่ง ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในเวลาต่อมา

ปี ๒๕๕๔ ประเทศไทยเกิดมหาอุทกภัย แทบทุกครัวเรือนเกิดความหวั่นไหว เดือดร้อนใจที่จะอยู่ร่วมกับน้ำ ผมกลับคิกว่า ก็ดีเหมือนกัน ที่ทำให้ได้เห็นคนไทย หันกลับมารักและ ปรถนาดีต่อกัน ให้ความอนุเคราะห์แก่กันและกัน ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ลืมความเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง ทำให้ประเทศเกิดความสงบ ไปได้ชั่วระยะหนึ่ง และทำให้ทุกฝ่ายหันกันกลับมาทบทวนบทเรียน หากสถสนการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกในอนาคต

แม้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น หากมองเฉพาะด้านร้าย ก็จะก่อให้เกิดความทุกข์ แต่หากทำใจให้สงบ มีความปราถนาดีต่อกัน ใจของเราก็จะสงบ

อย่าลืมคำอวยพรของพระเจ้าอยู่หัวที่ตรัสไว้ว่า

ความปราถนาดี ความสงบ ก็คือ ความสุข

Happiness is caused by desire.

From many natural disasters that occur Times in Thailand … If we use it as a lesson in the preservation of the environment, natural resources Used as a whole point of Thai people to help each other Will change the crisis into opportunity Change the suffering to be happy. Which is caused by the desire to have each other

The occurrence of a great disaster In Nakhon Si Thammarat province on 25 October 2505 is the source of the establishment of the Rajapracha Songkhroh Foundation Royal patronage And is also the source of the Ratchapranukroh School for more than 40 places in all regions of Thailand at a later time

Year 2011, Thailand has a great flood. Almost every household has been shaken. Suffering to stay with the water, I think it’s good too. That makes it possible to see Thai people Turned back and loved Connect with each other Help each other Do not divide the division. Forget the yellow shirt, red shirt Make the country calm Go for a while And make all parties turn to revisit the lesson If such situations occur again in the future

Although various events That happened If looking at the bad side Will cause suffering But if calm Have good wishes Our mind will be calm.

Do not forget the blessing of the King that said

The desire for peace is happiness.

บทที่ ๒๘

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๒๗ ความสุขที่เกิดขึ้นเอง

บทที่ ๒๗

บทที่ ๒๗

ความสุขที่เกิดขึ้นเอง

ความสุขของผม เป็นความสุขที่เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อวัตถุ เป็นภาวะของจิตใจภายใน ไม่ต้องอาศัยอารมณ์ ภายนอก อยู่ที่การมีหัวใจเพียงพอ และการใช้ชีวิตที่พอเพียง

ความสุขที่เกิดขึ้นเอง เป็นความรู้สึกที่ไม่มีกิเลสตัณหาต่างๆ เข้ามาปะปนจิตใจให้ขุ่นมัว เกิดจากปัญญาที่ไม่มีขีดจำกัด มีความ รอบรู้มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่ควรจะเป็น มีความเข้าใจ และพร้อม ที่จะรับรู้สิ่งทั้งหลายตาม “สภาววิสัย”

ความสุขจากการมองโลกในแง่ดี

มีคำพูดชวนให้คิดว่า “ไม่มีขยะในโลกใบนี้ จะมีก็แต่สิ่งของ ที่ถูกวางไว้ไม่ถูกที่ ถูกทาง เท่านั้น” ผมเห็นด้วยกับคำพูดข้างต้น และยังคิดอีกว่า “หากมองโลกในแง่ดี ความทุกข์ก็เป็นเพียงขยะทางอารมณ์ ที่รอให้ถูกขว้างทิ้งไป หรือไม่ก็นำไปวางไว้ให้ไกลใจ ไกลตัว” ก็เท่านั้นเอง

ประสบการณ์จากการบวชเป็นพระมา ๒ ครั้ง ธรรมะได้สอน ให้ผมเป็นคนคิดบวก มองโลกในแง่ดี เป็นคนที่มีจิตแจ่มใส ไม่ขุ่นมัว

เมื่อล้มป่วย ผมกลับมองในแง่ดีว่า เป็นโอกาสที่จะได้แสดง ความกตัญญูต่อร่างกายที่ได้อาศัยอยู่ ใช้เวลาดูแลรักษาสุขภาพ ร่างกายอย่างจริงจัง โรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้าก็ทุเลาลง และทำให้มีภูมิคุ้มกันจากโรคร้ายอื่นๆ ที่อาจจะตามมา

หรือในกรณีที่เกิดสิ่งที่ไม่คาดหวัง เช่น เช้าวันหนึ่ง ท้องฟ้า ดูแจ่มใส แต่เมื่อผมเตรียมตัวออกไปเดินเล่นที่ชายหาดสมิหลา กลับตกลงมาอย่างไม่คาดคิด แทนที่จะบ่น ก่นด่าเทวดา ผม รู้สึกยินดีที่เกษตรกรจะได้มีน้ำเตรียมทำนา คลองประปาที่การ ขอดจะได้มีน้ำฝนมาเติมเต็ม ชาวสงขลาจะได้มีนบวก ตลอดปี

Spontaneous happiness

My happiness is an independent happiness. Does not depend on the object Is a state of inner mind No need for external emotions to have enough heart. And living a sufficient life

Spontaneous happiness Is a feeling that does not have various passions Come to mingle with the mind Caused by infinite wisdom, knowledge, see things as they should be understood and ready to recognize all things according to “vision”

Happiness from optimism

There is an invitation to think that “There is no garbage in this world. There will be only things That was placed not right at the right place only “I agree with the words above And still think that “If looking optimistic Suffering is just emotional waste. Waiting to be thrown away Or not to put it too far

The experience of being ordained as a monk 2 times. Dharma taught me to be a positive person. optimistic Is a person with a clear, not cloudy mind

When I fell ill, I looked optimistic that Is an opportunity to show Gratitude to the body that has lived Take care Serious body Ailment that has been abated And made immune from other diseases That may follow

Or in the event of unexpected things such as one morning, the sky looks clear, but when I prepare to go out for a walk at Samila Beach Falling unexpectedly instead of complaining of angels, I am pleased that the farmers will have water to prepare rice. The water supply canal Will have rain water to fill Songkhla people will be positive throughout the year.

บทที่ ๒๗

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๒๖ ความสุขอันเกิดจากการแผ่เมตตา

บทที่ ๒๖

บทที่ ๒๖

ความสุขอันเกิดจากการแผ่เมตตา

หลังจากอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ หรือไม่ก็นั่งส่องดูพระเครื่องที่สะสมไว้ในช่วงเวลาเช้า ในช่วงบ่าย หากผมไม่มีการประชุม กับองค์กรการกุศลที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ ผมมีความสุขกับการ ขี่จักรยานไปตลาดที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อกลับมาเตรียมอาหารมื้อเย็น ตกเวลาพลบค่ำ หากมีเวลา ผมมีความสุขกับการขี่จักรยานไปที่ ใกล้บ้าน สวดมนต์ทำวัตรเย็น และฝึกนั่งสมาธิ

เสร็จจากการชำระจิตใจประจำวัน ก็เดินทางกลับบ้าน บางคืนก็ดูทีวี บางคืนก็อ่านหนังสือ ก่อนเข้านอนก็เข้าห้องพระสวด มนต์ชำระจิตใจประจำทุกคืน อุทิศบุญกุศล แผ่เมตตาให้แก่บิดา มารดา บุพการีผู้มีพระคุณ เจ้ากรรมนายเวร ฯลฯ

“ขอบุญกุศลที่เกิดจากการสวดมนต์ภาวนาในครั้งนี้ ส่งผล สำเร็จแด่ บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ภรรยา บุตร ญาติ พี่น้อง ทั้งในชาตินี้และในอดีตชาติ เหล่าเทวดา พระพรหมและสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ผู้มีพระคุณ ผู้มีอุปการคุณ สรรรพชีวิตทั้งหลาย ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ ทั้ง ๓๑ ภพภูมิ และในทุกๆ จักรวาล ขอท่านทั้งหลายเหล่านี้ รับผลบุญมากน้อยตามแต่กำลัง ของตน ที่มีทุกข์ขอให้หมดทุกข์ ที่มีสุขขอให้มีสุขยิ่งๆ ขึ้นไป กรรม อันใดที่ข้าพเจ้าได้เคยก่อไว้ทั้งในชาตินี้และในอดีตชาติ ขอท่านเจ้ากรรมนายเวรรับผลบุญนี้แล้ว โปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า กรรม อันใดที่ผู้ใดกระทำแก่ข้าพเจ้าไว้ ทั้งในชาตินี้และในอดีตชาติ ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมถวายเป็นอภัยทาน

ขอบุญกุศลทั้งหลายเหล่านี้ ส่งผลให้ข้าพเจ้ามีอุปนิสัย มี จิตใจที่มุ่งมั่น และมีความเจริญก้าวหน้าในพระธรรมยิ่งๆ ขึ้นในทุกๆ ชาติ ไปจนกว่าจะถึงนิพพาน อย่าไปพบพานอุปสรรค ความทุกข์ ยากอดอยาก มีพละกำลังกาย กำลังทรัพย์เพียงพอที่จะทำนุบำรุง พระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป”

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ทรงกล่าวว่า ขณะ จิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัว ท่านก็ไม่มีโทษภัย

โดยอุปนิสัยส่วนตัว ผมเป็นคนที่ไม่เคยคิดผูกใจเจ็บ ไม่มี จิตคิดอาฆาตพยาบาท แม้ต่อคนที่เคยคิดประสงค์ร้ายกับตัวผม ผม พยายามทำความเข้าใจในสาเหตุที่เขากระทำกับเรา.. มองไปในแง่ ของกรรมเก่าที่เราอาจจะเคยทําไว้กับเขา แผ่เมตตาและให้อภัยกับ ความผิดพลาดทั้งในปัจจุบัน และที่ผ่านมาในอดีต เพราะการให้อภัย เป็นการให้ที่มีคุณอันประเสริฐ ทําให้ผมไม่ต้องจมอยู่กับจิตที่เป็น ทุกข์ มีความสุขกับการรู้เท่าทันชีวิต

“เข้าใจคน จะได้บริวาร

เข้าใจงาน จะได้ผลสัมฤทธิ์

เข้าใจชีวิต จะได้มีความสุข

เข้าใจทุกข์ แสดงว่าเริ่มเข้าใจธรรม

สุขหรือทุกข์ อยู่ที่จิต

ถูกหรือผิด อยู่ที่ใจ

เกิดเป็นคนต้องรู้จัก “ให้อภัย

เพราะไม่มีใครทำผิดได้ตลอด และไม่มีใครทำถูกเสมอไป แม้แต่ตัวเราเอง สิ่งที่ผมตั้งใจทำเป็นพิเศษ ก็คือ การกลั่นกรอง เอาประสบการณ์ที่ผ่านมา และจากการค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ หลากหลายขึ้น นำมาเขียนเป็นตัวอักษรให้คุณได้อ่านกันเพลินๆ เพื่อบันเทิงสมองในยามว่าง เพราะการเขียนหนังสือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการเดินเข้าหาความสุข ด้วยใจของผมเอง

“สิ่งที่ได้มาเปล่า คือ ความเฒ่าชรา สิ่งที่ต้องแสวงหา คือ คุณค่าของชีวิต”

(หลวงปู่จันทร์ กุสโล)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสที่ พระราชทานแก่ครูโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ๔ จังหวัด ภาคใต้ ณ มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๑๙ มีความตอนหนึ่ง ดังนี้

“ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดจากการประพฤติ ชอบ และการหาเลี้ยงชีพชอบเป็นหลักสำคัญ ผู้ที่จะสามารถประพฤติชอบและหาเลี้ยงชีพชอบได้ด้วยนั้น ย่อมจะต้องมีทั้งวิชาความรู้ ทั้งหลักธรรมทางศาสนา เพราะสิ่งแรกเป็นปัจจัยสำหรับใช้กระทำงาน สิ่งหลังเป็นปัจจัยสำหรับส่งเสริมความประพฤติ และการปฏิบัติการงานให้ชอบ คือ ให้ถูกต้องและเป็นธรรม”

Because no one has ever done wrong And no one is always right Even ourselves The thing that I intend to do is to scrutinize past experiences. And from researching various additional information to be written as letters for you to read and enjoy To entertain the brain at leisure Because writing a book is another step of approaching happiness With my own heart

“The thing that has been empty is old age. The thing that must be sought is the value of life.”

(Luang Pu Chan Kuslo)

His Majesty the King His Highness Bestowed on the teachers of the Islamic School for teaching Islam in 4 southern provinces at the Pattani Central Mosque on 24 August 1973. There is one step as follows:

บทที่ ๒๖

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๒๕ ความสุขจาก “ปาฏิหาริย์” มีจริง

บทที่ ๒๕

บทที่ ๒๕

ความสุขจาก “ปาฏิหาริย์” มีจริง

ผมไม่ได้เป็นคนที่เชื่อเรื่องงมงาย ไร้เหตุผล แต่ผมก็เชื่อ และให้ความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยสนิทใจว่า ปาฏิหาริย์มีจริง ผมเชื่อมั่นในคุณงามความดีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อเพราะมีประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง

หลังจากจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ ต้นปี ๒๕๑๘ ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงานโดยการเป็นลูกจ้างชั่วคราว รายเดือนของกรมส่งเสริมการเกษตร

แม้ผมจะเริ่มชีวิตราชการด้วยการเป็นลูกจ้าง แต่ก็มีตำแหน่ง เป็นหัวหน้าหน่วยปราบศัตรูอ้อยที่จังหวัดชลบุรีและระยอง มีเพื่อน ร่วมงาน ๕ คน และมีรถยนต์บิ๊ปหน้ากบสำหรับใช้ออกพื้นที่ ๑ คัน ก็พอจะพูดได้ว่า ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ดีพอใช้

ผมเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนร่วมงาน ใกล้วัดละหารไร่ อำเภอ บ้านค่าย จังหวัดระยอง บ้านที่เช่า ราคาถูก ไม่มีน้ำประปาและไฟฟ้า จึงต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุ และตักน้ำจากบ่อน้ำกลางบ้าน ใช้อาบน้ำ ซักผ้า แต่ก็ถือได้ว่า เราเลือกบ้านเช่าได้ดี เพราะตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม คืออยู่ใกล้วัด

การทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือนนั้น กว่าที่จะได้รับ เงินค่าจ้างและค่าเบี้ยเลี้ยงประจำเดือน ก็ใช้เวลาตกเบิกแต่ละครั้ง ประมาณ ๒ เดือน

ในฐานะที่เป็นหัวหน้า ผมจึงต้องรับผิดชอบการกินอยู่ของเพื่อนร่วมงาน ต้องบากหน้าไปขอผูกท้องกับร้านอาหารใกล้ๆบ้านพัก โดยรับปากกับเจ้าของร้านว่า จะนำเงินมาชำระค่าอาหารให้เดือนละ ๑ ครั้ง แต่เงินค่าจ้างมักจะออกไม่ตรงเวลา จึงต้องบากหน้าไป ขอข้าวก้นบาตรของวัดละหารไร่กินประทังชีวิต

ผมรู้สึกติดหนี้บุญคุณวัดละหารไร่เป็นอย่างมาก จึงทำตัว เป็นลูกศิษย์วัดที่ดี คอยช่วยเหลืองานของวัดมาโดยตลอด ในช่วง ตั้งแต่กลางปี ๒๕๑๘ ท่านพระครูภาวนาภิรัต (หลวงปู่ทิม อิสริโก) เจ้าอาวาสวัดละหารไร่ ซึ่งขณะนั้นมีสิริอายุได้ ๑๖ ปี ท่านมักมีอาการ อาพาธและต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลบางละมุงอยู่เป็นเนืองๆ

ท่านคงกำหนดรู้ได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะละสังขารไปใน ปลายปีนั้น หลวงปู่ทิมจึงอนุญาตให้กรรมการวัด จัดสร้างพระเครื่อง และวัตถุมงคลขึ้นมาหลายต่อหลายรุ่นในปีนั้น โดยมีวัตถุประสงค์ หลักในการสืบทอดพระบวรพุทธศาสนา

วัตถุมงคลที่ท่านอนุญาตให้สร้างนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายรุ่น และหลายพิมพ์ แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ พระขุนแผนผง พรายกุมาร มีทั้งพิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก พระชุดชินบัญชร เหรียญ เจริญพรบน เหรียญเจริญพรล่าง รวมไปถึงวัตถุมงคลรุ่น ๘ รอบ ซึ่งก็มีอีกหลายพิมพ์เช่นกัน

แม้ว่าในช่วงที่ทางวัดกำลังทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลอยู่ นั้น.. ผมก็อาศัยอยู่ข้างวัด อาศัยข้าววัด แต่เนื่องจากช่วงนั้นผมไม่ ได้ให้ความสนใจเรื่องวัตถุมงคล ประกอบกับการที่ผมมีกำลังเงินน้อย จึงไม่ได้เช่าบูชาพระเครื่องและวัตถุมงคลของหลวงปู่ทิมมาเก็บไว้ แม้แต่รุ่นเดียว

วันหนึ่งผมมีโอกาสได้รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่ทิม วันนั้นท่าน เกิดอาการอาพาธขึ้นมาอย่างกะทันหัน ผมจึงขันอาสาขับรถจี๊ปนำ ท่านไปส่งที่โรงพยาบาลบางละมุง

เมื่อนำหลวงปู่ทิมกลับวัดละหารไร่ในเย็นวันนั้น หลวงปู่ทิม ได้มอบพระเครื่องรูปหล่อรุ่นไตรมาสให้ผม ๑ องค์ เป็นวัตถุมงคล เพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับในช่วงที่อาศัยอยู่ใกล้วัดละหารไร่ แต่ก็มีความพิเศษ ตรงที่เป็นองค์ที่หลวงปู่ทิมท่านเมตตา ยืนให้เองกับมือ

ผมเข้ารับราชการเป็นนักวิชาการเกษตรของกองการข้าว กรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ จำได้ว่า ใน ปลายปี ๒๕๒๐ ผมได้รับคำสั่งจากเจ้านายให้นำเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง จากกรุงเทพฯ ไปส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่โครงการจัดระบบการปลูก พืชในเขตนาน้ำฝนที่จังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่างนั่งรถใกล้ถึงตัวจังหวัดยโสธร อุบัติเหตุครั้งรุนแรง ที่สุดในชีวิตของผมก็เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน!!

ขณะที่รถยนต์กระบะของเรากำลังเร่งความเร็วเพื่อที่จะแซงรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันหนึ่ง รถสิบล้อคันนั้นกลับเร่งความเร็วหนีไม่ยอมให้รถของเราแซงขึ้นหน้าไปได้ และขณะที่กำลังขับตีคู่กันไป คนขับรถสิบล้อคันนั้นแกล้งหักพวงมาลัย เบี่ยงรถเข้ามาหารถของเรา

รถของเราถูกเบียดจนตกไหล่ทาง ด้วยความเร็วขณะขับแซง และด้วยสภาพไหล่ทางที่ไม่ดี รถของเราจึงเสียหลักพลิกคว่ำ หมุน คว้างหลายตลบอยู่ที่กลางถนน

รถสิบล้อคันนั้น พุ่งเข้ามาชนรถของเราอย่างแรง ก่อนที่จะขึ้นคร่อม และลากเอารถของเราครูดไปกับพื้นถนนเป็นระยะทางกว่า ๓๐๐ เมตร จึงหยุดนิ่งลงได้ และตามธรรมเนียม (ที่ไม่ดี) คนขับรถยนต์คันนั้นถอดกุญแจรถสิบล้อออกไป หลบหนีหายไปท่ามกลาง ความชุลมุนวุ่นวายที่เกิดขึ้น

ผมและเพื่อนติดอยู่ในซากรถกระบะที่มีรถสิบล้อคร่อมทับ อยู่ด้านบนล้อหน้าของรถสิบล้อคันนั้นกดทับติดอยู่กับศีรษะของผม โดยมีหลังคารถกระบะเป็นกันชน มันทำให้ผมขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ ขยับขากรรไกรก็ไม่ได้ ทำให้พูดไม่ออก ติดอยู่กับซากรถเป็นเวลา กว่า ๓ ชั่วโมง ไม่มีใครสามารถดึงเราออกจากซากรถได้ เพราะสภาพรถของเราบุบๆ บี้ๆ พังยับเยิน แถมยังมีรถสิบล้ออีกคันทับ อยู่ข้างบน

ผมได้ยินเสียงของเพื่อนที่นั่งอยู่ติดกัน ร้องขอความช่วยเหลือ ได้กลิ่นเลือด และกลิ่นน้ำมันดีเซลโชยมาแตะจมูก เพื่อนของ ผมคงได้รับบาดเจ็บ และเครื่องยนต์คงชำรุด ทำให้มีน้ำมันรั่วซึม ออกมาเจิ่งนองเต็มพื้นถนน

ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่งกระแสจิต คิดปลอบโยนเพื่อน ภาวนาขอให้เพื่อนปลอดภัย

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ผมได้ยินเสียงบรรดาไทยมุงพูด วิจารณ์กันเซ็งแซ่ว่า “คงตายกันหมดแล้ว” เพราะเสียงร้องโอดโอย ของเพื่อนก็เงียบหายไป ตัวผมก็ส่งเสียงบอกออกไปไม่ได้ ด้วยความกลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง ผมรีบใช้มือข้างหนึ่งที่ยังคงเป็นอิสระ ตบไปที่ ประตูรถข้างตัว เพื่อส่งสัญญาณให้พวกเขารู้ว่า “ผมยังไม่ตาย” 1 ชั่วโมงแรกที่เราติดอยู่กับซากรถ ผมเกิดความทุกข์จาก

ความกลัวตาย เสียดายชีวิต และด้วยความคิดเป็นห่วงเพื่อน เมื่อ เวลาผ่านไป ผมก็ยิ่งขยายผลของความทุกข์ จินตนาการไปต่างๆนานา

หากรถสิบล้อคันนั้น มีน้ำหนักกดทับเพิ่มลงมาอีกนิด ผมก็ คงได้รับความเจ็บปวดมากขึ้น และอาจจะเสียชีวิตในที่สุด หรือหาก มีสถานการณ์ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มีไทยมุงสักคน อุตริสูบบุหรี่ และทิ้ง กันบุหรี่ลงพื้นถนน ประกายไฟจากก้นบุหรี่เจอกับน้ำมันที่รัวซึมออก มาจากตัวเครื่อง ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ เผาเราให้ตายทั้งเป็น ฯลฯ นั้น ก็คือ ความทุกข์ที่แผ่ขยายขึ้นภายในใจของผมเอง

ศีรษะที่ถูกกดทับอยู่นาน ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความปวดหนึบ ผมจึงพยายามใช้มือข้างที่เป็นอิสระ เอื้อมไปคลำศีรษะส่วนนั้น ทันใดนั้น ผมรู้สึกขนลุกซู่ เพราะพบว่า ที่ศีรษะของผมมีพระรูปหล่อ ไตรมาสของหลวงปู่ทิมรองรับอยู่ ตรงกับจุดที่ศีรษะของผมถูกกดทับ

“คุณพระช่วย ผมนึกในใจ เริ่มสวดมนต์ภาวนา และเริ่ม ทำใจให้สงบลงได้

เวลาที่ผ่านไปเนิ่นนาน ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า “ความเป็นและ ความตาย มีเพียงเส้นแบ่งบางๆ ดังขนนก แบ่งกันให้ห่างออกจาก กัน เพียงนิดเดียว”

ความรู้สึกของผมขณะนั้น เริ่มปลงตกจะอยู่หรือตาย คง แล้วแต่ฟ้าลิขิต ผมไม่เกรงกลัวความตายอีกต่อไป

“ซือหม่าเชียน” ปราชญ์ชาวจีนได้ให้คติคำคมว่า

“คนเราหนีไม่พ้นความตาย

แต่ความหมายของการตายนั้น ไม่เหมือนกัน

บ้างมีค่า หนักกว่าขุนเขา

บ้างไร้ค่า เบากว่าขนนก”

บทที่ ๒๕

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com