บทที่ ๒๔ ความสุขจากการทำสมาธิ

บทที่ ๒๔

บทที่ ๒๔

ความสุขจากการทำสมาธิ

หากวันไหนที่ไม่ได้เขียนหนังสือ ผมชอบที่จะนั่งส่องดูพระ เครื่องที่สะสมเอาไว้ เพราะนั่นคืออีกรูปแบบหนึ่งของการทำจิตให้มีสมาธิ

เพื่อนผมคนหนึ่ง แนะนำให้ผมใช้เวลาว่าง นั่งส่องดูพระเครื่อง ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะเวลานั่งส่องดูพระ สติของผมก็สงบนิ่ง เป็นวิธีการทำสมาธิที่ได้ผล อีกวิธีหนึ่ง ระหว่างนั่งส่องดูพระเครื่อง อยู่ในห้องพระ ผมมีเวลาได้ย้อนรำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ กล่อมเกลาจิตใจให้ตัวเองเป็นคนอ่อนโยน มอง เห็นแก่นแท้ของชีวิต ที่มีเกิดขึ้น คงอยู่ และดับไป

การได้อ่านและเขียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งนั่งส่องดูพระ เครื่อง จึงเป็นหนึ่งในหลายๆ ทางเลือกที่ทำให้ผม ก้าวสู่ความสุข ด้วยการทำให้ใจสงบนิ่ง เกิดฌาน-สมาธิ ไม่เกิดความสับสน วอกแวก ฟุ้งซ่านวุ่นวาย อันจะเป็นหนทางที่ชักนำให้ใจเกิดทุกข์

ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งวัดสวนโมกข์ ได้แสดงธรรมเทศนา เปรียบเทียบความสุขและความทุกข์ ไว้อย่างน่าคิดว่า “ความสุข คือ ความทุกข์ ที่พอดีสำหรับจะทนลูบคลำเล่น ให้มันเกาให้สนุก ที่แท้ ก็คือ ความทุกข์ด้วยกัน คือสิ่งที่ต้องทนจัดการอย่างใด อย่างหนึ่ง ด้วยกัน เรียกว่า “ภาระ” ด้วยกัน หากต่างกันหน่อยที่เป็นบวกหรือลบ เท่านั้น”

Happiness from meditation

If the date is not written I like to sit and watch the Buddha. Collectors Because that is another form of mental meditation

One of my friends Recommended that I spend my free time Sit and watch the amulet Which has good results Because when sitting and watching the Buddha My consciousness was still calm. Is another effective way to meditate while sitting and watching the amulet. In the royal room I have the time to remember the Buddha, you, your dharma and the royal priest. Witness the mind for yourself to be a gentle person, looking at the true nature of life. That has happened, persists and goes away

Reading and writing books Or even sit and watch the Buddha statue, so it is one of many The choice that made me Step into happiness By keeping the mind calm Birth of meditation – meditation No confusion, distraction, distraction, chaos Which will be the way that leads to suffering

Phuttha Phikkhu Of Suan Mok Temple Have preached Compare happiness and suffering Presumably saying, “Happiness is the perfect suffering for being able to withstand petting. Letting it scratch, the real fun is suffering together Is something that must bear to deal with one together, called “burden” together, if a little different, positive or negative only “

บทที่ ๒๔

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๒๓ ความสุขจากการได้บอกเล่าประสบการณ์

บทที่ ๒๓

บทที่ ๒๓

ความสุขจากการได้บอกเล่าประสบการณ์

ลักษณะของคนสูงอายุประการหนึ่ง คือ ชอบเล่าเรื่อง ความหลัง บอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “คนหนุ่มสาวชอบมองไปข้างหน้า คนชราชอบมองไปข้างหลัง คนหนุ่มสาวอยู่ด้วยความหวัง คนชราอยู่ด้วยความทรงจำ”

การนั่งเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา

เป็นหนึ่งในสุดยอดแห่งความสุขของผม เพราะทำให้ผมมีใจที่สงบนิ่ง มีสมาธิ

การเขียนหนังสือ เป็นการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้นำความรู้ที่มีอยู่ในตัวของผม (Tacit Knowledge) ดึงออกมาเขียนให้กลายเป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่อธิบายออกมาเป็นตัวอักษร จนกลายเป็นหนังสือที่คุณกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้ และ นี่คือความสุข อีกรูปแบบหนึ่งของผม ความสุขอันเกิดจากการได้ “แบ่งปัน ประสบการณ์

Happiness from telling experiences

One of the characteristics of the elderly is to tell the story of the past and tell the past experience. Like the saying “Young people like to look forward to Old people like to look backwards. Young people live with hope. Old people live with memories “

Writing a book telling the past experience

Is one of my greatest happiness Because it makes me have a calm heart, concentrate

Writing books Is knowledge management, which gives the opportunity to use Tacit Knowledge to draw into knowledge explicitly, which is explained as alphabet Until it becomes a book that you are currently reading and this is happiness Another form of mine Happiness caused by “sharing experiences

I am happy to have breakfast and dinner with my family, to talk to each other, even though it is a typical local food, but delicious than the food menu in a luxury restaurant. At noon Everyone helps themselves. Because each person has The daily mission is not the same.

I would like to present a special cookbook for family members. Is a recipe that is copied from the kitchen wall of the restaurant “Lan Ta Chu” in Phatthalung Province Which wrote interesting recipes as follows

บทที่ ๒๓

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๒๒ ความสุขอันเกิดจากความคุ้นเคย

บทที่ ๒๒

บทที่ ๒๒

ความสุขอันเกิดจากความคุ้นเคย

ผมมีความสุขกับกิจวัตรประจำวันแบบเรียบง่าย ใช้เวลายาม เช้าออกไปทำบุญตักบาตร จากนั้นก็เดินออกกำลังกาย ระหว่างนั้น มีโอกาสได้พบปะสนทนากับเพื่อนร่วมทาง

เวลาประมาณ ๐๖.๓๐ น. เดินทางต่อไปยังสถานที่นัดหมาย กับสมาชิกชมรมกาแฟรุ่งอรุณ นั่งดื่มน้ำชา กาแฟ ยามเช้า ก่อนที่ จะเดินทางกลับบ้าน นั่นคือ ความสุขที่หาได้ง่าย แม้ในยามเช้าตรู่

ผมมีความสุขกับการได้ร่วมกินอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็นกับ คนในครอบครัว กินกันไป พูดคุยกัน แม้จะเป็นอาหารพื้นบ้าน ธรรมดาๆ แต่ก็อร่อยน่ารับประทานกว่าเมนูอาหารตามภัตตาคารหรู ส่วนมือเที่ยง ทุกคนต่างช่วยเหลือตัวเอง เพราะแต่ละคนต่างก็มี ภารกิจประจำวันที่ไม่เหมือนกัน

ผมขอนำเสนอตำราอาหารพิเศษสำหรับคนในครอบครัว เป็นตำรับที่คัดลอกมาจากผนังห้องครัวของร้านอาหาร “หลานตาชู” ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเขียนสูตรอาหารที่น่าสนใจ ดังนี้

เครื่องปรุงสำหรับตำรับอาหารวิเศษ

ความรัก ๔ ถ้วยตวง

ความซื่อสัตย์ ๓ ถ้วยตวง

การให้อภัย ๒ ถ้วยตวง

ความเป็นมิตร ๑ ถ้วยตวง

ความหวัง ๕ ช้อนโต๊ะ

ความอ่อนโยน ๒ ช้อนโต๊ะ

ความศรัทธา ๔ ขวดเบียร์

อาการยิ้ม ๑ ถัง

เสียงหัวเราะ ๑ ช้อนชา

วิธีปรุง

ผสมความรัก ความซื่อตรง ให้เข้ากันกับความศรัทธา คลุก เคล้าด้วยความอ่อนโยน ความเมตตา และความเข้าใจ เติมความหวัง และความเป็นมิตรเข้าไปอีก โรยสีหน้ายิ้มแย้มและเสียงหัวเราะเข้า ไปมากๆ นำเข้าไปอบด้วยแสงอาทิตย์ รับประทานได้ทุกวัน เติมได้ ไม่อั้น

หากคุณนำเมนูอาหารพิเศษจานนี้ กลับไปทดลองปรุงดู รับรองได้ว่า บ้านของคุณจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทุกคนจะมี ใบหน้าเปื้อนยิ้ม มีบรรยากาศที่อ่อนโยน อบอวลไปด้วยความรัก ความสุข และความเข้าใจ

“บ้านหลังใหญ่แค่ไหน ก็ไม่อาจให้ความสบายใจเท่ากับ การได้อยู่ใกล้คนที่เรารัก….อาหารราคาแพงแค่ไหน…. ก็ไม่อาจให้ ความอร่อยใจเท่ากับการได้ทานอาหารง่ายๆ กับคนที่รู้ใจที่บ้าน

เสื้อผ้าแบรนด์เนมยี่ห้อไหน ก็ไม่เคยให้ความอบอุ่นเท่าอ้อมกอดของ ใครสักคนที่อยู่เคียงข้างเราตลอดมา…”

I am happy to have breakfast and dinner with my family, to talk to each other, even though it is a typical local food, but delicious than the food menu in a luxury restaurant. At noon Everyone helps themselves. Because each person has The daily mission is not the same.

I would like to present a special cookbook for family members. Is a recipe that is copied from the kitchen wall of the restaurant “Lan Ta Chu” in Phatthalung Province Which wrote interesting recipes as follows

Flavoring for magic recipes

Love 4 cups

Integrity 3 cups

2 cups of forgiveness

1 cup friendly

Hope 5 tablespoons

2 tablespoons tenderness

Faith, 4 bottles of beer

1 bucket of smiles

1 teaspoon of laughter

บทที่ ๒๒

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๒๑ ความสุขอันเกิดจากใจที่สงบ

บทที่ ๒๑

บทที่ ๒๑

ความสุขอันเกิดจากใจที่สงบ

“ความสุข” ตามความหมายของผมนั้น เรียบง่าย เพียงแค่ ใส่ใจสักนิดกับสิ่งใกล้ชิดรอบตัว รักตนเอง พึงพอใจในสิ่งที่มี กำลังกายเป็นประจำ หาอะไรสนุกๆ ทำในยามว่าง หวนระลึกถึง ความสุขที่จดบันทึกไว้ในความทรงจำ ดื่มด่ำกับธรรมชาติ รู้จักเพื่อ แผ่ความสุขให้กับผู้อื่นบ้างเท่านั้น ใจก็เป็นสุข

ผมมีความสุขกับการได้ใช้ชีวิตอย่างสงบกับครอบครัว ตก กลางคืนได้นอนหลับพักผ่อนบนเตียงนอนของตนเอง ไม่ต้องเร่ร่อน เปลี่ยนที่นอนไปวันๆ เหมือนนกขมิ้นเหลืองอ่อน และเมื่ออยู่ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ ผมมักจะหาความสุขด้วยการฟังเพลง

ผมชอบฟังเพลง “บ้านเรา” ซึ่งขับร้องโดยคุณสุเทพ วงศ์ กำแหง เขียนคำร้องโดยคุณชาลี อินทรวิจิตร และให้ทานอง คุณสมาน กาญจนะผลิน เพราะเป็นเพลงที่คนทั่วไปนิยมนำมาร้อง ในยามที่อยู่ไกลบ้าน

ผมชื่นชอบท่อนแรกของเพลง ที่มีเนื้อร้องว่า

“บ้านเรา แสนสุขใจ

แม้จะอยู่ที่ไหน

ไม่สุขใจ เหมือนบ้านเรา

คำว่าไท ซึ้งใจ เพราะใช่ ทาสเขา

ด้วยพระบารมีล้นเกล้า คุ้มเรา ร่มเย็น สุขสันต์”

เพราะเมื่อฟังแล้ว ทำให้เลือดรักชาติของผมสูบฉีดแรงขึ้น และทำให้ระลึกถึงกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๙ ความว่า

“ขอทุกฝ่ายจงตั้งจิตร่วมกันสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ ยึดมั่นในอุดมคติที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มุ่ง ต่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อประเทศของเราจะได้เจริญวัฒนาสถาพรสืบไป”

Happiness caused by a peaceful heart

“Happiness” according to my meaning is simple, just pay a little attention to the close things around me, love myself, be satisfied with what is there. Regular exercise, find something fun to do in your spare time, reminiscent of the happiness recorded in your memory. Obsessed with nature, known to spread happiness to others, only the heart is happy.

I enjoy being able to live peacefully with my family. At night I get to sleep on my own bed. Don’t have to wander Change the bed to day Like a light yellow canary, and in the midst of a quiet atmosphere I always find happiness with listening to music.

I like to listen to the song “Our House”, which is sung by Khun Suthep Wongkamhang, written by Khun Chalee Intharawijit and give to Khun Saman Kanjanapin because it is a song that people commonly sing. In the distance of home

I like the first part of the song. With the lyrics that

“Our home is happy.

Even where

Not happy like our home

The word Tai is grateful for his slave.

With the glory of overflowing, worth us

Because when listening Make my patriotic blood pump more And reminiscent of His Majesty the King That was given in the occasion of the New Year 2016, saying

“Let all parties set their minds together to create stability for the nation. Adhering to the ideal to perform their duties with integrity For our country will be prosperous. “

บทที่ ๒๑

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๒๐ ความสุขที่เรียบง่ายกับหัวใจที่เพียงพอ

บทที่ ๒๐

บทที่ ๒๐

ความสุขที่เรียบง่ายกับหัวใจที่เพียงพอ

หากจะมีคำถามว่า ผมจะใช้ชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไร หลังวัยเกษียณก็พอจะให้คำตอบได้ว่า..

ตัวผมเอง “ยังมั่นคง ดำรงความเชื่อมั่น (ว่า สักวัน ความบากบั่นประสบผล

สักวันคงเข้าใจ ได้สักคน

ที่ยังทนมิย่อท้อ เพราะเหตุใด

ใช่คิดจะ อยู่ยั้ง ยืนยง

เพียงมีจิตที่มั่นคง ในความหมาย

ใช่เพียงเกิดมาแล้ว รอวันตาย

ยังคงมี เป้าหมาย ไว้พุ่งชน”

อายุ เป็นเพียงวันเวลาที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือนและ จากไป อย่าไปใส่ใจนับ ตัวผมเองยังคงมีความฝันที่จะก้าวต่อไป ข้างหน้า ใช้ชีวิตในวันนี้ให้คุ้มค่า เพราะวันเวลาไม่อาจหวนคืนกลับ มาอีก ทำในสิ่งที่ชอบ รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ อดีตกับปัจจุบัน ห่างกัน นิดเดียว

จินตนาการถึงวันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป ไม่ไกลนัก สนุกและ มีความสุขกับเวลาที่เหลืออยู่ ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท หากเกิดผิดพลาดก็ให้อภัยกับตัวเอง ใช้เป็นบทเรียนของชีวิต ล้มแล้วรีบลกไป ต้องรอให้ใครมาช่วยประคอง

จงรู้จัก ปล่อยวาง ถ้ามันหนัก

จงรู้จัก หยุดพัก ถ้าเหนื่อยล้า

จงรู้จัก แก้ไข ถ้าเคยผิดพลาดมา

จงรู้จัก ไขว่คว้า ถ้าโอกาสไม่มาหาเรา

ทุกวันนี้ ผมยังคงเป็นนักล่าฝัน ภูมิใจที่ได้เป็นผู้เล่นใน กระดานหมากรุกชีวิตของตัวเอง ไม่เคยยอมเป็นเบี้ยหรือขุนให้ใคร โขก ศรัทธาในชีวิตที่ลิขิตเอง มีความฝันเป็นของตัวเอง ไม่เคยทอด ทิ้งความฝันไว้กลางทาง ฝันไกล และพยายามที่จะเดินไปให้ถึง

* ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ทุกวัน ด้วยการ คิดดี พูดดี ทำดี

อดีตที่ไม่ดีผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ยึดติด อนาคตไม่แน่นอน ไม่กังวล อยู่กับปัจจุบันที่ดีงามด้วยใจที่ร่มเย็นเป็นสุข

* ผมพยายามฝึกจิตให้มองโลกในแง่ดี มองทุกสิ่งรอบตัวด้วยหัวใจที่สะอาดและด้วยสายตาที่สดใส สวยงาม สร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดเป็นปกติ

* ผมมีความสุขกับการใช้ชีวิต ที่เหลืออยู่ในการก้าวเดินต่อไป ไม่ชอบชีวิตที่จะหยุดนิ่ง เพื่อรอวันตาย และยัง คงมีเป้าหมายที่จะ “ก้าวสู่ความสำเร็จ ด้วยตัวเอง ต่อไป

* ผมชอบที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย ในยามเจ็บป่วยไม่ต้อง เป็นภาระของใคร ขอเพียงแต่มีลูกหลาน ญาติสนิท มิตรสหาย ผลัดกันมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ ก็น่า จะเพียงพอ เพราะกำลังใจถือเป็นโอสถขนานเอกสำหรับ คนป่วย เหนือกว่าสิ่งอื่นใด

* ผมมีความสุขกับการมีเมตตา ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข เพราะความสุขคือสิ่งที่ทุกคนใฝ่หา และพร้อมที่จะ ให้ความกรุณา ช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่ตกทุกข์ ตาม อัตภาพ

* ผมมีความสุขกับการได้เห็นความสำเร็จของผู้อื่น ด้วยความจริงใจ มีมุทิตาจิต ไม่คิดอิจฉาริษยาผู้อื่น ซึ่งนั่น คือความทุกข์อันใหญ่หลวง

ในขณะเดียวกัน ก็มี อุเบกขา คือ เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ ความพยายามช่วยเหลือตัวเองอย่างเต็มความสามารถก่อน ไม่ยื่น มือเข้าไป ให้ความช่วยเหลือในทุกเรื่อง เพราะจะทำให้พวกเขากลาย เป็นคนที่ไม่สู้ชีวิต พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องคอยแบมือขอรับความช่วย เหลือจากผู้อื่นอยู่ร่ำไป ซึ่งผิดหลักการของปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่สอนให้ พึ่งตัวเอง

* I start a new life every day with good thinking, good speaking, doing good.

The past that is not good has passed and is not fixed.

* I tried to practice my mind to be optimistic. Look at everything around you with a clean heart and with bright, beautiful eyes, creating good feelings. To be normal

* I am happy with my life. Remaining in the next step Do not like life that will stop To wait for the day to die and still have the goal to “Continue to succeed by yourself

* I like to live a simple life. In sickness Who is the burden? Just having children, close relatives, friends, turns to visit and encouragement should be enough because encouragement is considered a parallel medicine for patients above all else.

* I am happy with compassion. Wish others to be happy Because happiness is what everyone is looking for And ready to give kindness to others in times of suffering

* I am happy to see the success of others. With sincerity, kindness, mind, not thinking of jealousy among others, that is a great suffering

บทที่ ๒๐

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๑๙ บ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี

บทที่ ๑๙

บทที่ ๑๙

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๖ ณ ค่ายล เสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๑๒ ดังมีใจความตอนหนึ่งว่า

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คน ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มี อำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแส พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ ๒๕๒๐ มีใจความบางส่วนว่า

“ทางที่เราจะช่วยกันได้ ก็คือ การทำความคิดให้ถูกและ แน่วแน่ ในอันที่จะยึดถือชาติบ้านเมืองเป็นที่หมาย ต้องเพลาการ คิดถึงประโยชน์เฉพาะตัวและความขัดแย้งกันในสิ่งที่มิใช่สาระลง ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใดอยู่ ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไป โดยเต็ม กำลังความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความเมตตา ความปรองดองกัน และด้วยความปรารถนาดีต่อกัน ที่สุด ผลงาน ของทุกคนนั้นจะประมวลกันเข้าเป็นความสำคัญและความวัฒนา ถาวรของประเทศชาติได้ไม่นานเกินคอย”

เพื่อชี้ชวนให้ช่วยกันนำปัญหาของบ้านเมืองไปขบคิด ผมขอ นำคำบอกเล่าของชายนิรนาม ที่เล่าต่อๆ กันมา ดังนี้

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่พระเจ้าสร้างโลก พระองค์มีถุงหนังใบใหญ่เอาไว้ใส่ของวิเศษต่างๆ มากมาย พระองค์ เริ่มต้นด้วยการสร้างมหาสมุทรทั้งเจ็ด โดยหลักการที่ว่า พระองค์ จะต้องวางทั้งของดีและของไม่ดีควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ประเทศหนึ่ง ประเทศใด สมบูรณ์ไปกว่าประเทศอื่นๆ ทรงเอาเทือกเขาร็อกกี้ น้ำตกไนแองการ่า วางไว้ให้อเมริกา แล้วก็เอาทะเลทรายอริโซน่า กับพายุทอนาโดวางไว้ด้วย

เอาป่าอเมซอน วางไว้ให้กับบราซิล แต่ก็ทรงเอาไข้ป่า วางไว้ให้ด้วย

เอาขั้วแม่เหล็กโลก วางไว้ให้แคนาดา แต่ก็ทรงเอาความ หนาวเย็นวางไว้ให้

เอาเทือกเขาหิมาลัยให้กับธิเบตกับเนปาล เพื่อเป็นปราการ กันข้าศึก แต่ก็เอาความเบาบางของอากาศ และความแห้งแล้งทิ้งไว้ให้

ทุกประเทศจะได้ของคู่กันแบบนี้ทั้งหมด จึงไม่มีประเทศใดน้อยหน้ากว่ากัน

คราวนี้ พระองค์ทรงหันกลับไปมองประเทศรูปขวานเล็กๆ ทางแหลมอินโดจีน ทรงสะพายถุงวิเศษ แล้วก้าวข้ามเขาหิมาลัยไป

แต่ด้วยความที่เขาสูงชันมาก เทือกเขาได้เกี่ยวถุงของพระเจ้าขาด ข้าวของดีๆ ที่เตรียมเอาไว้ให้ประเทศอื่นๆ เช่น ผืน สมบูรณ์ ศิลปวัฒนธรรมดีๆ อาหารอร่อยที่สุดในโลก ดอกไม้ ผลไม้ หาดทราย ชายทะเลที่สวยงาม ก็เทไปกองรวมกันที่ “ประเทศไทย” จนหมด

“ว้า!! แย่แล้ว พระเจ้า ทรงคิดว่า ประเทศนี้ท่าทางต้องเจริญ กว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมดแน่นอน

พระเจ้าทรงมองหาภัยธรรมชาติที่จะมาถ่วงดุล แต่สายไป เสียแล้ว พระองค์ทรงเอาภูเขาไฟ กับแผ่นดินไหวให้กับญี่ปุ่นไปแล้ว

ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ประเทศอื่นๆ จะมาฟ้องร้องพระองค์ ได้ว่า พระองค์ไม่ยุติธรรม

จะมีภัยธรรมชาติอันใดหนอ ที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เจริญ กว่าประเทศอื่นๆ ได้

เมื่อทรงคิดได้เช่นนั้น พระองค์ก็เลยสร้าง….ขึ้นมา”

เพื่อให้คุณได้มีส่วนร่วมกับผม ลองคิดหาคำเพียง ๓ คำเดิม ลงในช่องว่างที่ผมเว้นไว้ เพื่อให้ได้ประโยคที่สมบูรณ์ ขอเพียง ได้ใจความที่อ่านแล้ว ทำให้ได้รับคำตอบว่า พระเจ้าทรงสร้าง ให้เมืองไทย ได้คำตอบแล้ว ลองเติมคำลงในช่องว่างที่เรา หนังสือเล่มนี้เอาก็แล้วกัน

เป็นเรื่องที่น่าฉุกคิดว่า..คนหลายคนมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย…แต่ทุกวันนี้ ยังคงดิ้นรนแสวงหาความสงบสุขที่แท้จริง บางคน แม้จะมีฐานะยากจน แต่หากมีหัวใจที่เพียงพอ ใช้ ชีวิตอย่างพอเพียง “อยู่พอดี มีพอใช้”…ชีวิตของเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องดิ้นรนแสวงหา

ความสุขที่มิควรได้ เป็น “ความสุขจอมปลอม” เป็นความ ต้องการที่ไม่รู้จักพอ สุดท้ายก็กลับกลายเป็นที่มาของความทุกข์ที่ได้รับกันไปถ้วนหน้า ทั้งครอบครัว สังคมและลุกลามไปถึงความสุข มวลรวมของผู้คนร่วมชาติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานกระแส พระราชดำรัสของในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๓๐ มีใจความ บางส่วนว่า

“ความสงบภายในหรือจิตใจที่ปลอดโปร่งจากสิ่งรบกวนนี้ สำคัญมาก ควรจะทำให้มีขึ้น เพราะผู้ที่มีจิตใจสงบ จะใช้ความคิด พิจารณาของตนได้อย่างกว้างขวางและถูกต้องดีขึ้น ความคิดที่ ประกอบด้วยความสงบนี้ มีศักยภาพสูง อาจนำไปใช้คิดอ่าน สร้างสรรค์สิ่งที่จะอำนวยความสุข ความเจริญก้าวหน้า ตลอดจน เสียงเกียรติคุณ อันเป็นสิ่งที่แต่ละคนปรารถนาให้สัมฤทธิผลได้

For you to get involved with me Try to find only 3 words in the space that I leave. In order to get the complete sentence, just get the mind that is read. Made the answer that God created Thailand to answer and try to fill in the spaces that we This book is taken.

It is an interesting story that many people have many wealth … but today Still struggling to seek true peace, some people even being poor But if there is a sufficient heart, living sufficiently, “being fit, having enough” … his life is full of happiness that occurs on his own Without struggling to seek

The happiness that should not be “false happiness” is an insatiable desire. Finally, it turned out to be the source of the suffering that had been given to all the family, society and spread to happiness. Gross nationality of people

บทที่ ๑๙

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๑๘ มองหา “สิ่งที่ขาด” จนพลาด “สิ่งที่มี”

บทที่ ๑๘

บทที่ ๑๘

มีผู้กล่าวว่าบางครั้งเรามองหา “สิ่งที่ขาด” จนพลาด “สิ่งที่มี” และบางครั้งเราก็เฝ้ามองหา “สิ่งที่ดี” จนทำให้ “สิ่งที่มี” อยู่แล้วนั้นหายไป ผมหน้าจะตั้งสติ คิดได้ว่า “ความรู้และความดี เป็นอาภรณ์ประดับตนที่สวยงามและมีคุณค่ามากที่สุด สำหรับมวลมนุษย์ชาติ”และผมก็ “มี” สิ่งนั้นอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอยาก “ได้” เสื้อผ้าและรองเท้าราคาแพงมาสวมใส่ให้มองดูสวยงาม แต่กลับสร้างความทุกข์ตามมาภายหลัง

…การใส่ใจศึกาาเป็นเครื่องพัฒนาความรู้ ความรู้เป็นเครื่องพัฒนาปัญญา ปัญญาช่วยให้รู้จักสิ่งมีประโยชน์

“คนที่มีปัญญา ย่อมงอกงาม…ดังพืชในนาที่งอกงามด้วยน้ำฝน”

สิ่งที่เราคิดว่า “ขาด” นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากใจที่ไม่ “เพียงพอ” ทำให้ต้องดิ้นรน ไขว่คว้าแสวงหาความสุขที่ไม่ยั่งยืน สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว เพราะแท้จริงแล้ว ชีวิตคือความว่างเปล่า ใดๆ ล้วนไม่เที่ยงที่ยังคงเหลืออยู่ก็คือ ความดี ความชั่ว

หลายคนแสวงหาความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ด้วยการทุ่มเททุกสิ่งอย่าง แม้การสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเองทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า สิ่งที่ทำนั้น เป็น “อกุศลกรรม” แต่ก็ยังดื้อดึงที่จะทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ ตามที่ใจตนปราถนา

“คนเหล่านั้น ยามที่มีอำนาจวาสนา ผู้คนก็ต่างพากันมาล้อมหน้าล้อมหลัง ให้ความเคารพนบน้อม คอยเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ไม่เคยห่างแต่เมื่อถึงเวลาหมดอำนาจ แม้เดินผ่านไปม ผู้คนที่เคยอยู่เคียงข้างก็ทำเป็นมองไม่เห็น เดินหลีกหลี้หน้าไปไกลๆ เพราะไม่อยากจะยกมือไหว้”

นั่นคือความทุกข์ที่เกิดจาก “ความสุขที่จอมปลอม” ที่ได้รับจากการที่มีผู้คนเข้ามารุมล้อมเพื่อแสวงหาประโยชน์จากการมีเงิน มีอำนาจของเขาเหล่านั้น

ผมเกิดความสงสัยว่า ทำไมผู้คนเหล่านั้นจึงไม่เข้าใจ “โลกธรรม ๘” สรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนเป็นไปตามสภพาวการณ์ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดดับไป

ในทางกลับกันหลายคนแม้ไม่ร่ำรวยไม่มีอำนาจ แต่เขาเหล่านั้นกลับเป็นที่รักอย่างจริงใจของผู้คนหมู่มาก ที่เป็นเช่นนั้นได้ ก็เพราะเขาเป็นคนรักดี คิดดี พูดดี วางตัวดี มุ่งแต่ทำกรรมดี มีความปราถนาที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เป็นกัลยามิตรของเพื่อนร่วมงานทุกคน

เขาเหล่านั้น แม้จะหลุดพ้นจากภาระหน้าที่ไปแล้ว แต่เมื่อเดินผ่านไปในทางทิศใด ผู้คนที่เคยรู้จักยังรีบเดินเข้าไปทักทายยกมือไหว้ และกล่าวคำสวัสดี นั่นคือ ความสุขที่เกิดขึ้นจากคุณงามความดี กุศลกรรมที่เคยทำมา เป็นความสุขที่เกิดขึ้นเอง ยั่งยืนและไม่ต้องแสวงหาแต่อย่างใด

หลายคยจ่างแสวงหาความสุขใส่ตน จนลืมความรับผิดชอบของตนที่มีต่อชาติบ้านเมือง

Many people seek progress in life. By devoting everything Despite the loss of his own human dignity Who knows that What is done is “evil” but still stubborn to do. In order to gain the fortune of praise as he wishes

“Those who had the ascendancy People were surrounded by the back. Respect Keep watching nearby Never far away, but when it comes to power Even walking through People who used to be on their side were not able to see. Walking away from the distance Because he didn’t want to raise his hands

That is the suffering caused by “The false happiness” received from people crowded around to seek benefits from having money. With their power

I wondered Why do those people not understand “the whole world”, all things? Are all based on the situation that has occurred

On the other hand, many people, although not wealthy, have no power. But they were the sincere love of many people That is so Because he is a good lover, think well, speak good There is a desire to help others. Is a friend of all colleagues

บทที่ ๑๘

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๑๗ ความสุขที่ต้องแสวงหา

บทที่ ๑๗

บทที่ ๑๗

ความสุขที่ต้องแสวงหา

บางครั้งผมเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจว่า ทำไมจึงต้องดิ้นรน แสวงหาบางสิ่ง เพื่อนำมาเติมเต็มความรู้สึกบางอย่างที่ขาดหายไป เมื่อจิตคิดสงสัย ใครจะเป็นผู้ให้คำตอบ

ผมพยายามตั้งสติ ไตร่ตรอง ค้นหาคำตอบให้กับตัวเองได้ ว่า อารมณ์ความรู้สึกที่เราต้องการบางสิ่งบางอย่าง มาเติมเต็มสิ่งที่ คิดว่าขาดหายไป เป็นการตอบสนองความรู้สึกอยากมี อยากได้ของ แต่ละคน เป็นความสุขที่ขึ้นจากปัจจัยภายนอก คือ วัตถุและอารมณ์ สำหรับสนองความต้องการต่างๆ เป็นอาการที่ยึดติดกับรูป รส กลิ่น เสียง นำไปสู่ความเห็นแก่ตัว แข่งขัน แย่งชิง และหากไม่มีการ ควบคุมที่ดี ผลสุดท้ายก็จะเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์

  หากขาดความเพียงพอในหัวใจ ยึดติดกับปัจจัยภาย ชีวิตก็จะต้องดิ้นรน กระเสือกกระสนไม่หยุดนิ่ง ความโลภจะผลาญจิตใจไม่ให้มีความพอเพียงต่อความสุขที่มีอยู่แล้วในขณะนั้น เราจึงค้นหาขอบเขตของความสุขที่แท้จริงไม่ได้สักที

การที่มีอารมณ์ยึดติดเช่นนี้ ย่อมเป็นธรรมดาที่จะทำให้ตัว บุคคลตกเป็นทาสของปัจจัยภายนอก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่มากก็ น้อย และความแปรปรวนของปัจจัยภายนอกเหล่านั้น ย่อมทำให้ เกิดความกระทบกระเทือนแก่ความสุขของบุคคลนั้นด้วย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประเวศ วะสี กล่าวไว้ว่า “มนุษย์ เมื่อรู้ตัวเองและเข้าถึงความจริง จะประสบความสำเร็จอันล้นเหลือ เกิดมิตรภาพอันไพศาล เกิดความสุขอันประณีตอย่างที่ไม่เคยพบ มาก่อน และอยากให้เพื่อนมนุษย์ได้ประสบความสุขเช่นนี้บ้าง ความสุข จากการรู้ตัวเอง การเข้าถึงความจริง การเข้าถึงความงาม การเข้าถึง ความดี เป็นความสุขราคาถูก (Happiness at low cost) จึงเป็น ไปได้สําหรับทุกคน แย่งชิงกันไม่ได้ แต่สร้างหรือบ่มเพาะและช่วย กันสร้างได้”

 

ตัวผมเองไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาแต่กำเนิด ไม่ได้มี ชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข เพราะคุณพ่อคุณแม่มีลูก ๘ คน ชีวิตตั้งแต่ วัยเด็กจนถึงวัยเริ่มทำงาน จึงต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด แม้ว่า ครอบครัวจะมอบความรักและความอบอุ่นให้กับผมอย่างมาก ไม่ขาดตดบกพร่อง แต่ดูเหมือนว่าชีวิตในวัยเด็กของผมก็ยังขาดบางสิ่งบางอย่าง ที่บีบบังคับให้ผมต้องดิ้นรนแสวงหา มันเป็นความรู้สึกที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ลึกๆ ภายใต้จิตสำนึกว่อนอยู่ในความฝันที่ผมไม่เคยบอกกล่าวกับใคร

เมื่อครั้งที่ผมเป็นนักศึกษาวิชาทหาร หรือที่นิยมเรียกอย่าง ไม่เป็นทางการว่า เรียน รด. นั้น ในช่วงที่ผมต้องไปฝึกภาคสนาม ที่ค่ายฝึกเขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรี ผมต้องยืมชุดเครื่องแบบทหาร พร้อมกับรองเท้าทหารจากน้าชายที่เป็นทหารบก

จำได้ว่า เครื่องแบบทหารชุดนั้นมีขนาดใหญ่เกินตัว จนผม ถูกเพื่อนๆ ล้อว่า ผมเป็นเหมือน “ตัวตลก” ในระหว่างที่เข้าค่ายฝึก ผมต้องรีบกินอาหารทุกมื้อที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้อิ่มท้องมากที่สุด (แม้ หลายๆ มื้อ จะมีเพียงแกงมะเขือกับ วิญญาณไก่) ก็เพราะในช่วง เวลากลางคืน ภรรยาของครูฝึกจะนำอาหารและขนมอร่อยๆ มา จำหน่ายให้กับนักศึกษาวิชาทหารที่เหน็ดเหนื่อยจากการฝึกมาตลอด ทั้งวัน เพื่อนๆ ต่างชวนกันซื้ออาหารมื้อกลางคืนกินกันอย่าง เอร็ดอร่อย ในขณะที่ผมกลับต้องนั่งกลืนน้ำลาย เพราะไม่มีเงินมาก พอเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ

และยังจำได้อีกว่า ก่อนจบหลักสูตร ครูฝึกได้ให้นักศึกษา วิชาทหารทดลองยิงปืนเล็กยาว (ปลย.) เอ็ม ๑๖ เอ ๑ ด้วยกระสุน จริงคนละ ๑ ชุด ทั้งๆ ที่ผมเองก็อยากลอง แต่ก็ไม่กล้าพอ ไม่ใช่ เพราะกลัวเสียงปืนเอ็ม ๑๖ แต่ผมเกรงว่า เมื่อยิงออกไปแล้วหาก ปลอกกระสุนปืนกระเด็นหายไป ผมต้องถูกจ่ายเงินค่าปรับปลอกละ ๑ บาท ขณะที่ในกระเป๋าของผมเหลือเพียงเศษเงินที่จะใช้จ่าย เป็นค่าโดยสารกลับบ้านพัก เท่านั้น

เมื่อเวลาผ่านไป ในสมัยที่ยังรับราชการ ครั้งหนึ่งที่ผมได้รับ ทุนให้ไปศึกษาดูงานในทวีปยุโรป หลายประเทศ ก่อนเดินทางกลับ ประเทศไทย ผมตัดสินใจซื้อรองเท้าคู่ละกว่า 90,000 บาท และ ซื้อเสื้อเชิ้ตตัวละกว่า 4,000 บาท กลับมาใช้ที่เมืองไทย

ทุกวันนี้ ผมยังคงอดสงสัยไม่ได้ว่า ผมตัดสินใจซื้อสินค้า เหล่านั้นได้อย่างไร ในเมื่อมันมีราคาแพงขนาดนั้น ดูเหมือนว่า ผม ตัดสินใจซื้อก็เพราะความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนไว้ลึกๆ ในใจตั้งแต่ สมัยเรียน รด. เป็นตัวบงการ เมื่อผมตั้งสติได้และถามใจตัวเอง ก็พอตอบตัวเองได้ว่า อาจจะเป็นเพราะในวัยเด็ก ผมต้องยืมเสื้อผ้า รองเท้าของน้าชายมาใช้ จนถูกเพื่อนๆ กระเช้าเหย้าแหย่ให้ได้อาย มาแล้ว ดังนั้น เพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไปในวัยเด็ก ผมจึงตัดใจ ซื้อสินค้าราคาแพงมาใช้

 เพียงแต่ในขณะนั้น ผมด่วนตัดสินใจว่า เมื่อคนอื่นเขาซื้อ กันได้ แล้วทำไม ผมจะซื้อด้วยไม่ได้ คงเข้าทำนอง “เห็นช้างขี้ ก็ ตามช้าง” เป็นการหลอกตัวเองว่า มีความสุข ทั้งๆ ที่ตามความเป็น จริงแล้วความสุข เราสามารถได้มันมาโดยไม่ต้องเสียเงินเลย

บางคนแสวงหาความสุข แต่บางคนสร้างมันขึ้นมา

กลับจากยุโรปคราวนั้น ผลที่ตามมา คือ ความทุกข์ที่ต้อง ผ่อนชำระค่าบัตรเครดิตที่ผมจ่ายไปกับการซื้อสินค้าราคาแพงเหล่านั้น จะคลานานร่วม ๒ ปี แถมด้วยเรื่องเศร้าที่ตามมา คือ ผมได้ใช้ รองเท้าราคาแพงคู่ละกว่าหนึ่งหมื่นบาท เพียง ๒ สัปดาห์ รองเท้า คู่นั้น ก็โดนสุนัขที่บ้านนำไปกัดเล่น จนไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีก นั่นคือ ความทุกข์ซ้ำสองที่เกิดจากความรู้สึกอยากมี อยากได้ของ ผมเอง

ผมแสวงหาความสุข จากการได้ซื้อรองเท้าคู่ใหม่ ราคาแพง เพื่อสนองความอยากมี อยากได้ของตนเอง ทั้งๆ ที่ผมก็ “มี” รองเท้า คู่เดิมอยู่แล้ว หากผมมีหัวใจพอเพียง และใช้ชีวิตอย่างเพียงพอ ความทุกข์ก็คงไม่เกิด

คนเรานั้น มักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการมี”

(พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล)

บทที่ ๑๗

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๑๖ ความโกรธย่อมทำให้จิตใจกำเริบ

บทที่ ๑๖

บทที่ ๑๖

ความโกรธย่อมทำให้จิตใจกำเริบ ท่านทั้งหลายจึงควรตัด

ความโกรธด้วยการข่มใจด้วยปัญญา เมื่อไหร่ที่ “ฆ่าความโกรธได” ใจก็เป็นสุข เพื่อให้เกิดความกระจ่างถึงหนทางแห่งการดับทุกข์ ผมจึงขอนำตำราคำสอนทางพุทธศาสนาที่ได้รับจากพระอุปัชฌาย์ เมื่อครั้งที่บวช ๑ พรรษา นำมาคัดลอกให้คุณได้อ่าน พอเป็นสังเขปดังนี้

มรรค หนทางถึงความดับทุกข์ เป็นส่วนหนึ่งของ “อริยสัจ ๔ ประกอบด้วยกรอบการปฏิบัติ ๘ ประการด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

๑. ปัญญาเห็นชอบ หมายถึง การปฏิบัติอย่างเหมาะสมตาม ความเป็นจริงด้วยปัญญา

๒. ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมอง ความคิด พิจารณาแต่ ในทางกุศล หรือความดีงาม

๓. เจรจาชอบ หมายถึง การพูดจาสุภาพ พูดแต่ในสิ่งที่ สร้างสรรค์ ดีงาม พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน หมั่นกล่าวชมในเรื่องที่ควรชม เพราะคนเราแทบทุกคน ชอบและมีความสุข ที่จะได้รับคำชมอย่างจริงใจ

๔. การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง รู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน มืออ่อน รู้จักยกมือไหว้ ให้การคารวะแก่บุคคลที่ควรเคารพ

๕. การทำมาหากินอย่างสุจริตชน ไม่คดโกง เอาเปรียบผู้อื่น

๖. ความอุตสาหะ ประกอบความเพียรในกุศลกรรม

๗. การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรง อยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ หลีกเลี่ยงอกุศลกรรม

๘. การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลส นิวรณ์อยู่เป็นปกติ

พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงมรรคมีองค์แปดว่า…

“ภิกษุทั้งหลาย! ก็ อริยสัจ คือหนทาง เป็นเครื่องให้ถึงความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า คือ หนทางอันประกอบด้วย องค์แปดอันประเสริฐนี้เอง

องค์แปด คือ ความเห็นชอบ (สัมมาทิฐิ) ความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) วาจาชอบ (สัมมาวาจา) การงานชอบ (สัมมากัมมันตะ) อาชีวะชอบ (สัมมาอาชีวะ) ความเพียรชอบ (สัมมาวายามะ) ความ ระลึกชอบ (สัมมาสติ) ความตั้งใจมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ)

ภิกษุทั้งหลาย! ความเห็นชอบ เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย! ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความรู้ในความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ ความรู้ในหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง ทุกข์ อันใดนี้ เราเรียกว่า ความเห็นชอบ

ภิกษุทั้งหลาย! ความดำริชอบ เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย! ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในการไม่พอ ดำริในการไม่เบียดเบียนนี้ เราเรียกว่า ความดำริชอบ

ภิกษุทั้งหลาย! วาจาชอบ เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย! เว้นจากการพูดเท็จ การเว้นจากการพูดยุให้แตกกัน การเว้นจากการ พูดหยาบ การเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อนี้ เราเรียกว่า วาจาชอบ

ภิกษุทั้งหลาย! การงานชอบ เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย! การเว้นจากการฆ่าสัตว์ การเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ การเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลายนี้ เราเรียกว่า การงานชอบ

ภิกษุทั้งหลาย! อาชีวะชอบ เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย! อริยะสาวกในกรณีนี้ ละการหาเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จความเป็น อยู่ด้วยการหาเลี้ยงชีพที่ชอบนี้ เราเรียกว่า อาชีวะชอบ

ภิกษุทั้งหลาย! ความเพียรชอบ เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภ ความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดขึ้น แห่งอกุศลธรรม อันเป็นบาปทั้งหลายที่ยังไม่ได้บังเกิด

ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความ ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรม

อันเป็นบาปที่บังเกิดขึ้นแล้ว

ย่อมปลูกความพอใจย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ยังไม่บังเกิด

ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน งอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่ง กุศลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้วนี้ เราเรียกว่า ความเพียรชอบ

ภิกษุทั้งหลาย! ความระลึกชอบ เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มี ความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สัมปชัญญะ) มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

เป็นผู้มีปกติ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็น ประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำ ความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

เป็นผู้มีปกติ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมมีสติ นำความพอใจและ ความไม่พอใจในโลกออกเสียได้

เป็นผู้มีปกติ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็น ประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เราเรียกว่าความระลึกชอบ

ภิกษุทั้งหลาย! ความตั้งใจมั่นชอบเป็นอย่างไร ภิกษุทั้ง หลาย! ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอก ธรรมทั้งหลาย เข้าถึงฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่ เพราะวิตกวิจารระงับลง

เธอเข้าถึงฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่ เพราะปีติจางหายไป

เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และ ได้เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมเข้าถึงฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระ อริยะเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า “เป็นผู้เฉยอยู่ได้มี สติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม” แล้วแลอยู่ เพราะละสุขและทุกข์ เสียได้ และเพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เธอย่อมเข้าถึงฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติ อันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่นี้ เราเรียกว่า สัมมาสมาธิ

ภิกษุทั้งหลาย! นี้ เราเรียกว่า อริยสัจ คือ หนทางเป็นเครื่อง

ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์”

บ่อยครั้งที่เราต้องเหน็ดเหนื่อยกับการวิ่งตามหาความสุข โดยไม่รู้ตัวเลยว่า ความสุขที่ได้มา อาจเป็นเพียง “ความสุขจอมปลอม”คือความสุขที่แสวงหา อาจได้มาด้วยการทำผิดทำนองคลอง จึงเป็นที่มาของความสุขแบบ “สุกๆ ดิบๆ” หรือ “เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์” ไม่จีรังยั่งยืน เป็นความสุขที่เกิดขึ้นชั่วขณะที่ได้สมประสงค์

บทที่ ๑๖

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com

บทที่ ๑๕ “ความสุข” ที่เกิดขึ้นจากใจ

บทที่ ๑๕

บทที่ ๑๕

“ความสุข” ที่เกิดขึ้นจากใจ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทาน ส.ค.ส. ปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ แก่ปวงชนชาวไทย โดยทรงพระราชทาน คำอวยพรปีใหม่ว่า..

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๓๒ ปรารถนาดี ต่อกัน คือความสุข อนุเคราะห์ กันและกัน คือความสุข ความยินดี คือความสุข ความสงบ คือความสุข ขอจงมีความสุขความเจริญ Happy New Year

มีผู้คนอีกมากมายพยายามค้นหาคำตอบให้กับตัวเองว่า “ความสุข” ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร ทำให้ทุกวันนี้ หลายๆ คนยังคงก้มหน้าก้มตา แสวงหาความสุขกันอย่างไร้จุดหมาย ทั้งๆ ที่ ความสุข ที่จริงแท้อยู่ไม่ไกล หาได้ไม่ยาก ค้นพบได้จากใจของเราเอง

ไม่ต้องไปไขว่คว้าอะไรที่ยิ่งใหญ่

แค่มีความสุขได้กับสิ่งที่เรามี

เราก็จะมีความสุขตลอดไป

ความสุขจอมปลอมและความทุกข์เทียม

หนทางแห่งความสุข มีทางเลือกและเปิดกว้างเสมอสำหรับ ผู้ที่ใฝ่หาความสุขอย่างมีสติ หากพบว่าตัวเองมีความทุกข์อันเกิดจาก ปัญหาที่ผ่านเข้ามาในบางช่วงบางตอนของชีวิต ก็อย่าปล่อยให้กลายเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ หรือไม่มีทางออก จงบอกกับตัวเองว่า

“ทุกปัญหามีทางออก”

หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงเน้นให้ ศึกษาเข้าใจในเรื่องทุกข์

คำตอบก็คือ

เพราะการรู้ทุกข์ แล้วเข้าใจทุกข์

นั่นแหละคือหนทางของความสุขที่แท้จริง

เมื่อใจเกิดความทุกข์ ผมขอแนะนำให้ฝึกนั่งสมาธิ หากยังไม่เคยปฏิบัติและไม่ทราบว่าจะไปที่ไหนดี ผมขอแนะนำว่า ให้ไปที่วัดพวัน ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ซึ่งอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรี เมีการสอนการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน หรือจะไปวัดสวนโมกข์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ได้

ใช้เวลาค้นหาตัวเอง ตั้งสติไตร่ตรองมองให้เห็นปัญหา (ความทุกข์) ที่เกิดขึ้นจริงๆ หาคำตอบให้ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ใช่ความทุกข์จริงหรือไม่ หรือเป็นแค่ “ความทุกข์เทียม” ที่ใจของเรา “ขยายผล” แห่งความทุกข์ที่มีอยู่ ให้แผ่กว้างออกไป ถมทับใจของ ตัวเอง

พยายามหยุดความทุกข์ที่มีอยู่เอาไว้แค่นั้น อย่าให้มันดำดิ่งลงสู่ความทุกข์ที่มากกว่าที่เป็นอยู่เป็นอันขาด

โดยการตั้งสติให้มั่น และปล่อยวาง

หลายคนมีเพียงปัญหาเดียวที่ทําให้เกิดความทุกข์ แต่กลับ คิดฟุ้งซ่าน สร้างจินตนาการไปต่างๆ นานา ทำให้ขยายผลแห่งทุกข์ ที่มีอยู่ไปอีกอย่างหนึ่ง และปล่อยให้ลุกลามแผ่กว้างออกไป ไม่มีที่สิ้นสุด

ผมขอยกตัวอย่างสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งรักกันมาก อยู่มา วันหนึ่ง สามีจำเป็นต้องเดินทางไปราชการจังหวัดเชียงราย

สองวันแรก สามีโทรศัพท์กลับมารายงานตัวกับภรรยาที่บ้าน วันละ ๒-๓ ครั้ง ย่างเข้าสู่วันที่ ๓ สามีโทรศัพท์กลับมา ๑ ครั้งใน ช่วงเช้า เพื่อรายงานว่า กำลังเดินทางขึ้นดอยแม่สลอง เพื่อไปทำงาน วิจัยร่วมกับชาวเขา ช่วงบ่ายของวันที่ ๓ สามีกลับเงียบหายไป ภรรยาโทรศัพท์ไปหาสามี ๒ ครั้ง ก็ไม่รับสาย ด้วยความวิตกว่า สามีอาจจะประสบอุบัติเหตได้รับการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จึงทำให้ ใจเกิดทุกข์ อดทนรอมาจนถึงช่วงค่ำ ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ มาเช่นเดิม เวลาที่ผ่านไปนานเข้าความเป็นห่วงที่มีให้กับสามี ก็กลับ แปรเปลี่ยนเป็นความเคลือบแคลงสงสัย ภรรยาเพียรพยายาม โทรศัพท์ติดต่อไปหาอีกหลายครั้ง แต่สามีก็ยังคงไม่รับสาย ความ ทุกข์เริ่มทยอยเข้าเกาะกุมหัวใจของเธอมากขึ้น มากขึ้น ทุกขณะ

ด้วยจิตที่คิดฟุ้งซ่าน เธอจึงสร้างจินตนาการต่อไปเองว่า สาเหตุที่สามีไม่ยอมรับสายโทรศัพท์ของเธอ ก็เพราะกำลังยุ่งวุ่นวาย อยู่กับสาวอื่น สองต่อสอง แน่ๆ!

คืนนั้นเธอนอนไม่หลับ จิตเต็มไปด้วยอคติ คิดฟุ้งซ่านไป ต่างๆ นานา

“เราโชคดีที่ได้สามีเป็นคนหน้าตาดีฐานะ และหน้าที่การงาน ก็ดี แต่ เอ! ก่อนที่จะแต่งงานกับเรา ก็พอจะรู้ข่าวมาบ้างว่า เขาเคย มีแฟนมาก่อนแล้วคนหนึ่ง เป็นคนเชียงราย แต่ก็เลิกลากันไปแล้ว นี่นา ไปต่างจังหวัดคราวนี้ เห็นบอกว่าจะไปราชการที่จังหวัดเชียงราย คงเจอกับแฟนเก่า ถ่านไฟเก่าคงกลับมาประทุขึ้นอีกแน่ๆ

เมื่อจิตเต็มไปด้วยอคติอย่างนั้น เธอถึงกับหมายมั่นปั้นมือ กลับมาถึงบ้านเมื่อไร จะต้องเค้นให้รับสารภาพออกมาให้ได้

ย่างเข้าสู่เช้าวันที่ ๔ ด้วยความร้อนอกร้อนใจ ดั่งมีเพลิงเผา ไหม้อยู่ในหัวอก (นี่หละใช่เลย ความทุกข์!) เธอรีบโทรศัพท์ไปหาตั้งแต่ตี ๔ คราวนี้ มีเสียงพูดว่า “หมายเลขนี้ ยังไม่เปิดใช้บริการกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง”

“เมื่อวานเรายังโทรติดเลย คงยังไม่เปิดเครื่องโทรศัพท์” เธอ คิดปลอบใจตัวเอง ด้วยความกระวนกระวายใจ เธอจึงโทรไปหาสามี แทบทุกๆ ๑๕ นาที โทรกระหน่ำไปนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกๆ ครั้งก็ เหมือนเดิม มีแต่เสียงตอบกลับจากปลายทาง เช่นเดิม เอาละสิ อย่างนี้ แสดงว่า “มึง ต้องปิดโทรศัพท์หนี กู แน่”

“ความโกรธเป็นดังสนิมศัสตราในโลก” ด้วยความโกรธจน ขาดสติ ความอดทน ความอ่อนหวานที่เคยมี ก็หนีไปจากเธอ คำพูดและสรรพนามที่เคยใช้ก็เปลี่ยนไป ก่อนนี้เคยพูด “พี่ และ “น้อง” ก็กลับเปลี่ยนไปเป็น “มึง” เป็น “กู” ได้ในพริบตา

เธอคิดในใจด้วยอารมณ์พิโรธดุจเพลิงพลุ่งว่า “กลับมาคราวนี้ กูจะลากมึงไปอำเภอ ไปจดทะเบียนหย่าขาดกัน ให้มันจบสิ้นกันที่”

รุ่งเช้าของวันที่ ๕ สามีคนดีก็โทรศัพท์กลับมาหาเธอ คงใช้ เทรศัพท์สาธารณะจากที่ใดที่หนึ่งสักแห่ง เพราะไม่โชว์เบอร์ เขาพูด กับเธอด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนว่า

“พี่ทำโทรศัพท์มือถือหาย คงลืมไว้ระหว่างแวะกินข้าวเที่ยง มารู้ตัวว่าโทรศัพท์หาย ก็ตอนเดินทางขึ้นเขาไปแล้ว พี่ขึ้นไปทำงาน กับชาวไทยภูเขาในพื้นที่ทุรกันดาร ไม่มีโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์ สาธารณะ โชคร้ายจริงๆ ที่ คนขับรถยนต์ที่ไปด้วยกันกับพี่ ก็ไม่มี โทรศัพท์มือถือ แต่ถึงจะมีก็ใช้ไม่ได้ เพราะข้างบนนั้นไม่มีสัญญาณ เทรศัพท์ พอเสร็จจากงาน พี่ก็รีบกลับลงมาหาตู้โทรศัพท์สาธารณะ เพื่อโทรมาหาน้องทันที ขอโทษด้วยนะครับ ที่ทําให้น้องเป็นห่วง”

ภรรยาคนนั้น ไม่ลองคิดย้อนถามตัวเองดูบ้างเลยหรือว่า คิดมากไปให้ใจเป็นทุกข์ยิ่งขึ้นทำไม เพราะหากไม่คิดก็ไม่ทุกข์ สู้สงบจิต สงบใจ มองโลกในแง่ดี ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ จะได้ไม่ต้องจมอยู่กับความทุกข์ ทำให้จิตเศร้าหมอง จะทำอะไรก็ ไม่เกิดผลดี

ทั้งๆ ที่ แท้จริงแล้ว มันคือ “ความทุกข์เทียม” ที่เกิดจาก จิตฟุ้งซ่าน คิดเอง เออเอง ตัวเราจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ใจของตน ก้าวเข้าหาความทุกข์ หากเธออดทนรอถามสามีก่อนว่า “เกิดอะไรขึ้น เรื่องราวจริงๆ มันเป็นยังไง อดทน และตั้งสติรอฟังเหตุผล เรื่องเล่าที่ผมสมมติขึ้นมานี้ ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

โกธง ฆัตวา สุขัง เสติ ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุข

เมื่อรู้ว่าใจเป็นทุกข์ (จากการที่สามีไม่โทรศัพท์กลับมาหา)…ขอให้ไตร่ตรองมองหาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (สามีทำหาย) ใช้สติปัญญา ความรอบรู้ ทั้งทางโลก ทางธรรม… เป็น เครื่องนำไปสู่การดับสาเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้น

ขอให้ไตร่ตรองมองหาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (สามีทำ โทรศัพท์หาย) ใช้สติปัญญา ความรอบรู้ ทั้งทางโลก ทางธรรม เป็น เครื่องนำไปสู่การดับสาเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้น ทำใจให้สงบ ให้เป็น ปกติสุข มองโลกในแง่ดี ทำงานให้หนักขึ้น (จะได้ไม่มีเวลาคิด ฟังซ่าน) หากมีโอกาสก็ยืนมือให้ความอนุเคราะห์แก่เพื่อนบ้านบ้างตามสมควร

เสร็จจากงานก็ควรหันหน้าเข้าวัด ฝึกจิตให้ตั้งมั่นสวดมนต์ ภาวนา ส่งความปรารถนาดีไปให้สามี อธิษฐานให้เขาเดินทางกลับ มาอย่างปลอดภัย

บทที่ ๑๕

ขอขอบคุณ : google.com

แนะนำติชม : scribblingsandsuch.com